เถียงกับคัมภีร์ (ภาคต่อ) : เรื่องของอักษร 善

4/9/2018

อักษร 善 (shàn : ซั่น) เป็นหนึ่งในจำนวน "อักษรเจ้าปัญหา" ที่ทำให้ผมอยากจะ "เถียงกับคัมภีร์" 三字經 (sān zì jīng, ซัน จื้อ จิง) ขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะด้วยวลีขึ้นต้นของคัมภีร์ที่บันทึกไว้ว่า 人之初,性本善 (rén zhī chū , xìng běn shàn : เญิ๋จืฌู , ซิ่ง เปิ่น ซั่น) และได้รับ "การตีความ" ให้หมายถึง "โดยกำเนิดของมนุษย์ (人之初) พื้นฐานนิสัย (性) อันเป็นทุนเดิม (本) คือความดีงาม (善)" นั้น ผมยังรู้สึกไม่ค่อยชอบใจซักเท่าไหร่ เพราะวลีท่อนถัดมาซึ่งถือว่าเป็น "ส่วนขยายความ" ของ 2 วลีข้างต้นก็คือ 性相近,習相遠 (xìng xiāng jìn , xí xiāng yuǎn : ซิ่ง เซียง จิ้น , ซี๋ เซียง เหยฺวี่ยน) โดยหลายตำรา "ตีความ" ไว้ว่า "โดยพื้นฐานทางธรรมชาติ (性) ที่แม้นว่าจะมีความคล้ายคลึงกัน (相近) แต่การเลี้ยงดู (習) ย่อมทำให้แต่ละคนมีความแตกต่าง (相遠)" ... คือ ... ผมยังรู้สึกว่า มันก็ทั้งใช่ แล้วก็ไม่ใช่ซะทีเดียว ... เพราะมันยังรู้สึกตะหงิดๆ อยู่ไง !!?? ... 😄

คืองี้ ... ท่อน "ขยายความ" มันก็พอจะกล้อมแกล้มไปได้อยู่หรอกนะถ้าจะ "ตีความ" กันอย่างนั้น แต่ก็เนื่องจากผม "ไม่เคยเชื่อ" เลยว่า มนุษย์นั้นเป็น "คนดีมาตั้งแต่เกิด" ไง ผมก็เลยรู้สึกตะหงิดๆ กับท่อนแรกที่ได้รับ "การตีความ" ไปในทิศทางนั้น เพราะถ้าเป็นอย่างที่ "ตีความ" กันไว้จริงๆ "ธรรมชาติ" (Nature หรือ 性) กับ "การเลี้ยงดู" (Nurture หรือ 習) ยังจะสร้าง "ความแตกต่าง" ไปทำไม?! ... แล้วจะสร้าง "ความแตกต่าง" ในด้านไหนได้บ้าง?! ... ในเมื่อจริงๆ แล้ว คำว่า 習 (xí : ซี๋) มักจะถูกใช้ในความหมายว่า "การฝึกฝน" หรือ "การเล่าเรียน" มากกว่า "การเลี้ยงดู" ... แต่ก็โอเคแหละ ถ้า "การเลี้ยงดู" ที่ว่านั้นจะรวมถึง "การอบรม" และ "การสั่งสอน" ไปด้วยพร้อมๆ กัน ผมถึงว่าท่อน "ขยายความ" มันยังพอจะกล้อมแกล้มไปได้ในความหมายที่เขา "ตีความ" กันไว้ แต่มันไม่ตอบโจทย์เรื่องของคำว่า 善 (shàn : ซั่น) ที่ "นิยม" ให้ความหมายกันว่า "ดี", "ความดี", หรือ "ความเจริญ"

"ภาพอักษร" ดั้งเดิมของ 善 (shàn : ซั่น) นั้นประกอบขึ้นมาจาก "ภาพอักษร" 羊 (yáng, ยั๋ง) ที่ปัจจุบันแปลว่า "แพะ" แต่ความจริงมันเคยถูกใช้เป็น "ภาพสัญลักษณ์" ของอักษร 祥 (xiáng, เซี๋ยง) ซึ่งหมายถึง "ความสุข-ความเจริญ หรือ "สิ่งดีงาม" หรือแม้แต่ "ความมีโชคลาภ" ที่เรามักจะเห็นการใช้คู่กับคำว่า 吉 (jí : จี๋) ซึ่งมักจะใช้ในความหมายของ "ความรุ่งเรือง" ; องค์ประกอบที่เหลือตรงบริเวณด้านล่างใน "ภาพอักษร" 善 (shàn : ซั่น) ก็คือ "ภาพอักษร" 言 (yán : เอี๋ยน) ซึ่งหมายถึง "คำพูด" หรือ "การพูดคุย" ซึ่งในภาพเดิมของอักษรโบราณของ 善 (shàn : ซั่น) นั้นจะประกอบด้วยอักษร 言 (yán : เอี๋ยน) ถึง 2 ตัวด้วยกัน อันน่าจะหมายถึง "การถาม-การตอบ" หรือ "การสื่อสารกัน" ที่เน้นว่า มันไม่ใช่แค่ "คำพูด" ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่เป็น "การสนทนา" หรือ "การสื่อสารกัน" และในยุคต่อมาก็ลดความซ้ำซ้อนให้เหลือ 言 (yán : เอี๋ยน) เพียงตัวเดียว ในเมื่อ 言 (yán : เอี๋ยน) สามารถแปลว่า "การสนทนากัน" ได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเขียนซ้ำกัน 2 ตัวเหมือนกับ "การสื่อ" ด้วย "ภาพอักษร" ในยุคแรกๆ ของอักษรจีน ...ดังนั้น 善 (shàn : ซั่น) ที่แปลกันว่า "ดี" หรือ "ความดี" นั้นจึงไม่ใช่ "ความดี" ในลักษณะที่เป็น "นามธรรม" ลอยๆ แต่เป็น "ความดี" ที่เกิดขึ้นจาก "คำพูด" หรือ "การสนทนา" ซึ่งก็คือ "การอบรมสั่งสอน" โดยเฉพาะ ... ความหมายจริงๆ ของวลี 人之初,性本善 (rén zhī chū , xìng běn shàn : เญิ๋จืฌู , ซิ่ง เปิ่น ซั่น) จึงควรจะได้รับ "การตีความใหม่" ว่า "ธรรมชาติโดยกำเนิดของมนุษย์ (人之初) คือมีกมลสันดาน (性) พื้นฐาน (本) ที่สามารถสอนให้ดีได้(善)" แล้วถึงจะมาต่อด้วย "ท่อนขยายความ" ที่ว่า "อาศัยเพียงความคุ้นชินตามธรรมชาติ (性) ก็อาจพัฒนาไปได้เพียงก้าวสั้นๆ จากจุดเริ่มต้น (相近) แต่ด้วยความพากเพียรเรียนรู้และฝึกฝน (習) ย่อมจะก้าวพ้นขีดจำกัดไปได้ไกลยิ่งกว่า (相遠)"

เก้าะถ้า "ตีความ" คัมภีร์ 三字經 (sān zì jīng, ซัน จื้อ จิง) ออกมาอย่างนี้แล้ว "ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์" ก็จะตั้งอยู่บนสมมุติฐานเดียวกับแนวคิดเรื่อง "เวไนยสัตว์" ในศาสนาพุทธพอดี และจะสอดคล้องกับจุดเน้นของคัมภีร์ส่วนที่เหลือทั้งฉบับ ที่เน้นไปในเรื่องของ "การอบรม-สั่งสอน" และ "การเรียนรู้-ฝึกฝน" เพื่อ ""พัฒนาตน" ให้เป็น "คนดี" และ "คนเก่ง" ที่ประกอบด้วย "มนุษยธรรม" และ "จริยธรรม" ... ถ้าดันทะลึ่ง "ตีความ" ว่า "มนุษย์ทุกคนเกิดมาดีแสนดีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด" จะต้องเขียนไอ้ที่เหลือให้ใครต้องไปอ่านอีกเล่า ดีอยู่แล้วก็ตายๆ ไปเลยแล้วกัน !!?! ไม่ต้องมีลมหายใจไปสั่งสอนใครอีกแล้วไง ในเมื่อเขาก็ดีกันหมดทั้งโลกอยู่แล้วนี่ ... รึไม่จริง ??!!?? ... 😄

หมดเรื่องคาใจไว้ชั่วคราวแต่เพียงเท่านี้ เอาเวลาไปแคะ "คัมภีร์อี้จิง" ส่วนที่เหลือให้จบก่อนละ !!?? ... 😄

 

 

 

เถียงกับคัมภีร์ ... อีกละ ?!

31/8/2018

หลายวันก่อนได้นั่งคุยกับคุณพ่อเกี่ยวกับหนังสือ และตำรับตำราต่างๆ ที่กำลังพยายามลำดับหมวดหมู่ เพื่อทำการจัดเก็บให้เรียบร้อยใน "ห้องหนังสือ" แห่งใหม่ของบ้าน ซึ่งก็บังเอิญได้มีการพาดพิงไปถึงหนังสือ 三字經 หรือคัมภีร์ "ซาหฺยี่เก็ง" ที่องค์การ UNESCO ได้บรรจุไว้ในทะเบียน "มรดกโลกทางวัฒนธรรม" ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา ... ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะครับว่า "ตำราระดับคัมภีร์" แบบนี้ ผมไม่มีทางรอดจากมันไปได้อยู่แล้ว ... 😄

โดยส่วนตัวแล้วผมรู้แค่ว่า มันคือ "หนังสือโบราณ" และเป็น 1 ใน 5 คัมภีร์ที่มักจะถูกเอ่ยถึงรวมกับคัมภีร์อื่นๆ อีก 4 ฉบับ และมักถูกจัดพิมพ์ไว้เป็นชุดเดียวกันเสมอ โดยเฉพาะชุด 四書五經 หรือ "สี่ตำราห้าคัมภีร์" อันลือลั่นสนั่นโลกคลาสสิคของจีนนั่นเอง ... แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังติดแหง็กอยู่กับ "คัมภีร์อี้จิง" (易經) เพียงคัมภีร์เดียว ซึ่งเป็น 1 ใน 5 คัมภีร์ที่อยู่ในชุดเดียวกันกับ 三字經 (น่าจะติดแหง็กมาเกิน 10 ปีไปแล้วแหละ) โดยยังเหลือ "การตีความ" อีก 8 บทสุดท้าย ก่อนที่จะย้อนกลับไปเกลาสำนวน "การตีความ" ทั้งหมดของตัวเองอีกรอบหนึ่งตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ ... ทั้งนี้ก็เพราะว่า "คัมภีร์อี้จิง" (易經) มักจะถูก "ตีความ" ให้เป็น "ตำราหมอดู" อยู่เป็นประจำ โดยที่ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า มันเป็น "คัมภีร์การปกครอง" ... จึงเป็นที่มาของ "ความอยาก" ที่จะ "ตีความใหม่" ทั้งหมด ... เพื่อ "ความถูกต้อง" ของผมเอง!?!?!?! ... ซ่ามาก!! ... 😄

ในขณะที่ "ซาหฺยี่เก็ง" (三字經) ได้รับการยกย่องว่าเป็น "คัมภีร์สอนกุลบุตร-กุลธิดา" มาโดยตลอด ซึ่งโดยรวมๆ แล้วก็ไม่น่าจะผิดแปลกอะไร เพราะมันเป็นคัมภีร์ที่ถูกจัดเข้าชุดกับตำราของ "ขงจื่อ" (孔子) อยู่แล้ว ... ซึ่ง "คัมภีร์อี้จิง" (易經) ก็อยู่ในชุดนี้ด้วยเหมือนกันนะ ... อย่าลืม!?!? ... ผมจึงยังไม่เคยไปเปิดอ่านอย่างจริงๆ จังๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีการ "แปลผิด" เหมือนกับ "คัมภีร์อี้จิง" (易經) ... ก็เท่านั้น

แต่พอคุณพ่อเอ่ยถึงขึ้นมา ผมก็เลยกลับไปเปิดอ่านดูซะหน่อย แล้วก็ทดลองหา "บทแปล" ที่มีคนเคยทำกันไว้แล้ว ... แต่พออ่านเปรียบเทียบ "บทแปล" ทั้งที่เป็นภาษาจีน กับที่เป็นภาษาอังกฤษเพียงท่อนแรกของคัมภีร์ ผมกลับรู้สึก "ไม่ถูกใจคำแปล" ขึ้นมาซะงั้น!! ... สันดานเดิมกำเริบครับ ... 😄

คืองี้ ... คัมภีร์ "ซาหฺยี่เก็ง" (三字經) เขาเริ่มต้นว่า ... 人之初 , 性本善 。性相近 , 習相遠 。... และแปลกันไว้โดยทั่วไปว่า ... Men at their birth are naturally good. Their natures are much the same; their habits become widely different. ... ซึ่งเป็นไปตามที่ "เขาร่ำลือกัน" ว่า ท่าน "ขงจื่อ" (孔子) และ "เมิ่งจื่อ" (孟子) มีแนวคิดเดียวกันนี้ว่า "ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนดีมาโดยกำเนิด" ... ซึ่งหลายคนก็ยัง "เชื่อว่า" พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้ในลักษณะเดียวกัน โดย "ตีความ" จากคำกล่าวที่ว่า "ธรรมชาติเดิมของจิตนั้นประภัสสร" ... โดยไม่พูดถึงท่อนที่ท่านเอ่ยว่า "ธรรมชาติของจิตคล้ายดั่งน้ำที่ย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ" ... ซึ่ง "อาจจะตีความ" ได้ว่า "มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเลวทราม" มาตั้งแต่แรก ... รึเปล่า?! ... แล้ว ... การมี "แนวโน้ม" ว่าจะเลวเนี่ยะ ยังจะถือว่ามี "ความดี" เป็น "พื้นฐาน" ได้อยู่อีกมั้ยล่ะ?! ... หรือเราควรจะเชื่อนักปรัชญาบางคนที่บอกว่า "ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนเลว" ซึ่งต้องใช้ "กฎระเบียบ" และ "การศึกษา" เป็น "เครื่องมือ" ในการ "ขัดเกลา" ให้เป็น "คนดี"?! ... แล้วผู้รจนาคัมภีร์ "ซาหฺยี่เก็ง" (三字經) เป็น "สาวก" ของ "ความเชื่อ" ฝ่ายไหนกันแน่?! เพราะแม้แต่ "ศิษย์สำนักขงจื่อ" เองก็ยังแตกออกเป็นสองฟากฝั่งเลยนี่นา??!?! ...

ดังนั้น ... ความหมายจริงๆ ของวลี 性本善 (xìng běn shàn, ซิ่ง เปิ่น ซั่น) ในวรรคต้นๆ ของ คัมภีร์ "ซาหฺยี่เก็ง" (三字經) จึงน่าจะถูก "ตีความ" โดยอีก 2 วรรคที่ตามมา ... มั้ย?! โดยมีคำว่า 性 (xìng, ซิ่ง) ที่มีความหมายว่า "นิสัย" หรือ "บุคลิก" ถูกนำมาเป็น "คู่ตรงข้าม" กับคำว่า 習 (xí, ซี๋) ที่แปลว่า "การศึกษา" หรือ "การฝึกฝน" โดยใช้คำว่า 近 (jìn, จิ้น) กับ 遠 (yuǎn, เหฺยวี่ยน) ที่หมายถึง "ใกล้" กับ "ไกล" มาเป็น "ตัวชี้นำ" ... แต่ว่า ... มัน "ใกล้กับอะไร" แล้ว "ไกลกับอะไร" ล่ะ?! ... ถ้าจะบอกว่า "ใกล้" หรือ "ไกล" กับ 善 (shàn, ซั่น) ล่ะก้อ ... เลอะเลยครับ!!?! ... เพราะในเมื่อคำว่า 善 (shàn, ซั่น) นั้นถูก "ตีความ" ให้หมายถึง "ความดี" ไปเรียบร้อยแล้วไง?! ... ขืนระบุลงไปอย่างนั้น คำว่า 習 (xí, ซี๋) ซึ่งหมายถึง "การศึกษา" หรือ "การฝึกฝน" เป็นได้ฉิบหายกันพอดี ... 😱 ... ต่อให้บอกว่า "ใกล้" หรือ "ไกล" กับ 本 (běn, เปิ่น) ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะคำว่า 本 (běn, เปิ่น) นั้นได้ถูก "ตีความ" ให้มีความหมายว่า "ดั้งเดิม" ซึ่งกลายเป็น "คำคุณศัพท์" ของคำว่า 善 (shàn, ซั่น) ที่หมายถึง "ความดี" เหมือนเดิม ... ?!?! ... งงอ้ะดิ๊ !!?!

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คำว่า 善 (shàn, ซั่น) ในที่นี้ จึงน่าจะถูก "ตีความ" ให้มีความหมายอื่นที่ไม่ใช่ "ความดี" !?!? ... แต่มันควรจะเป็นอะไรนี่สิที่ผมรู้สึกว่า มันต้อง "เถียงกับคัมภีร์" ... อีกแล้ว?!?! ... 😄 ... ถือว่าเป็น "ประเด็น" ที่ผมอยากจะเก็บเอาไว้ไปขบคิดต่อให้ชัดๆ อีกครั้งแล้วกัน ระหว่างนี้ขอกลับไป "เถียงกับคัมภีร์" ฉบับเดิมที่ค้างคามากว่าสิบปีให้จบก่อนดีกว่า ดูเหมือนจะนานเกินที่กะไว้ตั้งแต่แรกเยอะมากเลยทีเดียวเชียว !!!?!?!... 😄

 

 

 

สุวรรณภูมิ ... หนอ?!

27/8/2018

เห็นเป็นกระแสดราม่ากันมาหลายวันแล้วสำหรับผลลัพธ์ของการประกวดแบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร "สุวรรณภูมิ 2" ... หรือที่ผมเรียกว่า "สุวรรณภูมิหนอ" ตามสำเนียงการออกเสียงแบบ "แต้จิ๋ว" ของผม... 😄

ประเด็นของดราม่าก็คงจะมาจากประเด็นที่ว่า แบบสถาปัตยกรรมที่ชนะการประกวดอันดับที่ 1 นั้น เกิด "หลุดโค้ง" จนตกขอบและไม่สามารถเข้าเส้นชัยของคณะกรรมการฯ จาก ทอท แบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นอันดับที่ 2 จึงแซงโค้งเข้าเส้นชัยไปโดย "เทคนิคทางเอกสาร" ที่ไม่เกี่ยวกับ "เทคนิคของสนามบิน" เลยซักนิดเดียว !?!?! ... แต่มันก็คงจะไม่ดราม่าหนักขนาดนี้ หากบังเอิญว่าแบบที่ชนะการประกวดอันดับ 2 นั้น ไม่ได้ถูกสาธารณชนมองว่าเป็น "การลอกเลียน" มาจากแบบอาคารที่หลายคนเคยพบเห็นมาก่อนหน้านี้ ประกอบกับมันดูไม่สมกับคำว่า "ความเป็นไทย" ที่ดูเหมือนจะเป็น "ประเด็นคาใจ" มากจากครั้งการก่อสร้าง "สถานีอวกาสสุวรรณภูมิ" หลังเดิมเมื่อหลายปีก่อน ... แต่ที่ผมเองรู้สึกว่ามันสาหัสกว่านั้นก็คือ มันดูไม่มีความเกี่ยวเนื่องใดๆ กับ "สถานีอวกาศ" หลังเดิมนั้นเลยซักนิดเดียว ... ประมาณว่า ผมรู้สึกเหมือนมีการนำ "ขยะทางสายตา" อีกกองหนึ่งมาถมลงไปตรงบริเวณ "หนองงูเห่า" นั้นก็ไม่ปาน ... 😋 ... แต่ก็เอาเหอะ !! ... ผม "เชื่อว่า" เหล่า "คณะกรรมการอันทรงภูมิ" แห่ง ทอท คงพิจารณาแล้วว่า มันเหมาะเหม็งจริงๆ กับแบบสถาปัตยกรรมที่ว่านั้น เพื่อสะท้อน "ความหลากหลายทางวัฒนธรรม" ที่เราไม่เคยมีอะไรเป็นของตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ มาก่อนเลย !!! ... ซึ่งก็ดู "เป็นไทยๆ" ไปอีกแบบที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงก็ได้ ... 😅

แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อมีคนนำเอาแบบสถาปัตยกรรมที่ "แพ้" แบบ Technical Knockout มาอวดโฉมให้ดูกันทางอินเทอร์เน็ต ผมก็รู้สึกว่ามันมี "การลอกแบบ" หรือ "การจำลองความคิด" มาจากสนามบินของสิงค์โปร์แบบชัดๆ อยู่เหมือนกัน ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรเพราะสนามบินของเขาชนะการคัดเลือกให้เป็นสนามบินดีเด่นระดับโลกถึง 5 ปีติดต่อกันมากก่อนนี่นา ... การเอาของดีๆ ของเขามาใช้บ้างมันก็น่าจะโอเคอยู่หรอก ... จริงมั้ยล่ะ?!!? ... 😈 ... อีกอย่างนะ ... ไอ้ "ความเป็นสนามบิน" เนี่ย มันก็ "เป็นสากล" ซะจนไม่รู้ใครลอกใครก่อนมาตั้งนานแล้วนี่นา ... รึไม่ใช่?! ... สรุปว่า ประเด็นของ "การลอก" หรือ "การไม่ลอก" สำหรับผมนั้นมันไม่ใช่ "สาระสำคัญ" ไปละ เพราะ "ความรู้" ที่ไหลเวียนราวกับฝุ่นผงในชั้นบรรยากาศของโลกทุกวันนี้ เราเองก็แทบบอกไม่ได้เลยว่า สิ่งที่หลายคนเรียกว่า "แรงบันดาลใจ" นั้น มันมีที่มาจาก "ซอกหลืบไหนของประสบการณ์" ของเราบ้าง แล้วหลายคนก็ "เรียน-เลียน-เลียน-เรียน" กันจนไม่รู้แหล่งไหนเป็นแหล่งไหนมาตั้งหลายปีอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อผมฝักใฝ่ในแนวคิดแบบ "โอเพนซอร์ส" ด้วยแล้ว "การหยิบยืม" หรือ "การคัดลอก" มาใช้งานยิ่งไม่ใช่ "สาระสำคัญ" สำหรับผมอีกต่อไป ... แต่ว่า ...

ผมยัง "คาใจ" กับ "สถานีอวกาศ" หลังเดิมนั่นมากกว่า คือมัน "น่าเกลียด" สำหรับผมไง!! ... แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พวกเราก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า นั่นคือ "สนามบินแห่งชาติ" ของประเทศไทย แล้วถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรจะหาทางปรุงแต่งให้มันได้รับความรู้สึกที่ดีขึ้นมาบ้างตามแต่โอกาสจะอำนวย ซึ่งผมก็ยอมรับว่า แบบสถาปัตยกรรมที่ "แพ้" Techinical Knockout ไปนั้น ได้พยายามจัดการกับประเด็นด้านรูปลักษณ์อาคารนี้พอสมควร และต้องถือว่า ได้ให้ "ความเคารพ" ต่อ "สภาพแวดล้อมทางกายภาพ" ที่มีอยู่ก่อนของอาคารหลังใหม่อย่าน่าชมเชยกว่าแบบที่ "แซงโค้ง" เข้าวินไปหลายขุมเลยทีเดียว ... แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะถ้า "เทคนิคทางเอกสาร" อัน "จุกจิกหยุมหยิม" ยังไม่แม่น เราจะไปวางใจให้ดูแลระบบที่น่าจะ "ซับซ้อน" ยิ่งกว่าได้ไง??!! ... จริงป้ะ?! ... 😈

จะว่าไปแล้ว ผมรู้สึก "เสียดาย" กับแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นอันดับที่ 3 มากกว่า เพราะนอกจากมันจะดูสวย มีแนวคิดที่งดงาม ประกอบกับรูปทรงอาคารก็ทันสมัยแบบ "ไม่ไทยจ๋า" จนน่าเบื่อ แถมยังช่วย "ปรุงแต่ง" ให้ "สถานีอวกาศ" หลังเดิมดู "ไม่หลุดโลก" เหมือนเมื่อก่อน แต่กลับสามารถผนวกมันเข้าไปในเรื่องราวใหม่ตามแนวคิดที่งดงามนั้นได้อีกต่างหาก มีการนำเสนอรายละเอียดของการใช้งานจริง และการวางแผนสำหรับส่วนต่อขยายในอนาคตไว้อย่างค่อนข้างครบครัน ... อาจจะมีมุมไหนที่ "ลอกเลียน" ใครมาอีกบ้างรึเปล่าผมก็ไม่รู้ละ เพราะประสบการณ์ของผมเองก็ไม่ได้กว้างไกลใหญ่โตจนสามารถ "จับโกหก" ใครต่อใครได้อยู่แล้ว ... เพียงแต่รู้สึกว่า มันตอบ "โจทย์ที่คาใจ" เรื่อง "สถานีอวกาศสุวรรณภูมิ" ได้อย่างเหมาะเจาะที่สุดในจำนวนทั้ง 3 แบบที่ผมเห็น ... ก็เท่านั้น !!?! ... แต่ "คณะกรรมการผู้ทรงภูมิ" ทั้งหลายท่านเห็นเป็นอย่างอื่นที่ไม่ตรงกับใจผม มันก็เรื่องที่พวกเขาต้องรับผิดชอบกันไปเอง ... ด้วยเงินภาษีของผมจำนวนน้อยนึง!! ... 😄

ไอ้เรื่อง "ชอบใจ" หรือ "ไม่ชอบใจ" ในแบบสถาปัตยกรรมแต่ละแบบมันก็ต้องมีกันบ้างอยู่แล้วแหละ ยังไม่ต้องนับเรื่อง "ชอบขี้หน้า" หรือ "ไม่ชอบขี้หน้า" สถาปนิกที่ออกแบบด้วยก็ได้ เพราะประเด็นมันจะเลอะเทอะไปกันใหญ่ ในเมื่อ "คณะกรรมการผู้ทรงภูมิ" เขาได้ตัดสินกันไปแล้วตาม "หน้าที่" ของพวกเขา สาธารณชนก็ไม่ควรจะเอะอะโวยวายด้วย "อารมณ์ที่แตกต่างกัน" ให้วุ่นวาย ... เก้าะ ... ในเมื่อเราไม่ใช่ "ผู้ทรงภูมิ" ที่เขามาอัญเชิญให้ไป "แดกเผือกร้อน" ก้อนนี้มาตั้งแต่แรกนี่นะ ... จะ "สมหวัง" หรือ "ผิดหวัง" มันก็เพราะพวกเราไป "ตั้งความหวัง" เอาไว้เองทั้งนั้นแหละ!! ... รึไม่จริง?!! ... 😄

 

 

 

มาตรฐานการบัญชี ... เหรอ ?!?!

24/8/2018

ผมมักจะบอกกับใครต่อใครมาโดยตลอดว่า "การบัญชี" คือ "ศาสตร์ที่ตายไปแล้ว" เพราะมันไม่เคยมีพัฒนาการใดๆ อีกเลยหลังจากที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขมาได้ระยะหนึ่งใน "ชีวประวัติทางวิชาการ" ของมัน ... โดยทุกวันนี้มันก็ยังวนเวียนอยู่กับ "สมการเดิม" ซึ่งเป็นเพียง "สมการเดียว" ในชีวิตที่แท้จริงของ "ศาสตร์ที่ไร้พัฒนาการ" สาขานี้ ... "ทรัพย์สิน = หนี้สิน + ทุน" อันเป็นที่มาของ "กฎเหล็ก" ที่เปรียบประดุจ "บัญญัติแห่งพระเจ้า" ว่า ... "เดบิต" ต้องเท่ากับ "เครดิต" เท่านั้น ... แล้วมันก็ไม่มีอะไรอีกเลย !!!?!

แต่ทำไม "โลกของมนุษย์บัญชี" ถึงได้ดูยุ่งเหยิงวุ่นวายด้วยการบันทึก "รายการทางบัญชี" อย่างสลับซับซ้อน ซึ่งแม้แต่ "มนุษย์บัญชี" แต่ละรุ่น ที่น่าจะมาจากดาวดวงเดียวกัน ยังต้องใช้เวลาอีกตั้งหลายปีกว่าจะมี "สำนึกมนุษย์บัญชี" จริงๆ อย่างที่ชาว "มนุษย์บัญชี" จะยอมรับรองกัน ?!?! ... อะไรคือเหตุผลที่ที่ทำให้มันต้องยุ่งยากวุ่นวายขนาดนั้น ?!?! ... เก้าะถ้า ... ไอ้ความยุ่งยากวุ่นวายที่ชาว "มนุษย์บัญชี" เรียกขานกันว่า "มาตรฐานการบัญชี" นั้น มันดีจริงๆ มันสมบูรณ์แบบแล้วจริงๆ มันถูกต้องแล้วจริงๆ และสามารถสะท้อนความเป็นจริงของโลกธุรกิจได้อย่างที่คุยโวโอ้อวดเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่อลังการแล้วล่ะก้อ ... มันยังจะต้องปรับเปลี่ยนมาตรฐานกันทำไมอยู่เรื่อยๆ?!?! ... ทำไมถึงยังมีการโกงในระบบบัญชีได้อยู่เป็นประจำ?!?! ... ทำไมมันถึงสามารถซุกซ่อนความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายเอาไว้ได้อย่างลึกลับซับซ้อน จนต้องมีการกำหนดมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพื่อบังคับใช้ให้เป็นกฎหมาย??!!? ... ฯลฯ ... คำตอบเดียวที่ผมนึกออกในเวลานี้ก็คือ ... "มนุษย์บัญชี" มอง "ความจริง" ที่ "ต่างมิติ" กับ "มนุษย์ปรกติ" โดยทั่วไปนั่นเอง !!!

ถ้า "การบัญชี" มีความสำคัญในระดับที่สามารถ "ชี้เป็นชี้ตาย" ให้กับองค์กรทางธุรกิจต่างๆ อย่างที่อวดอ้างสรรพคุณเอาไว้แล้วล่ะก้อ ... ทำไมการอ่าน "รายงานทางบัญชี" ถึงต้องอ่านยาก?! แล้วยังต้องพลิกหน้าเอกสารอีกตั้งหลายๆ หน้า เพียงเพื่อจะรู้ข้อมูลที่จำเป็นอะไรบางอย่างก่อนตัดสินใจ?! ... ทำไมการอ่าน "รายงานทางบัญชี" ถึงต้องใช้เวลามากกว่า 1-2 นาที?!?! ... ทำไมมันถึงใช้เวลาเพียง "เสี้ยววินาที" เพื่อการอ่าน "รายงานทางบัญชี" ก่อน "การตัดสินใจ" อย่างทันทีทันใดเหมือน "เรื่องคอขาบาดตาย" เรื่องอื่นๆ ใน "ชีวิตมนัษย์" ไม่ได้??!! ... ทำไม??!! ... มันก็น่าจะเพราะ "มนุษย์บัญชี" มี mindset ที่ไม่ตรงกับ "โลกของความเป็นจริง" อีกนั่นแหละ !!! ... การใช้ "ภาษามนุษย์บัญชี" เพื่อสื่อสารกับ "ชาวมนุษย์โลก" จึงไม่เคยราบรื่น และไม่อาจเป็นที่เข้าใจได้ง่ายๆ อย่างที่ "โลกธุรกิจ" ควรจะเป็น ... เท่านั้น ...

"มนุษย์บัญชี" มักจะ "เชื่อกันว่า" การบันทึกรายการเดียวกันหลายๆ ที่ เก็บรายละเอียดให้ต่างรูปแบบกันหลายๆ ครั้ง จะช่วยป้องกัน "การบิดเบือนข้อมูลที่แท้จริง" ... แล้ว "มนุษย์บัญชี" จำนวนมากก็ยัง "เชื่อว่า" การเก็บข้อมุลเดียวกันหลายๆ จุด จะช่วยให้ "การตรวจสอบ" มี "ประสิทธิผล" ที่ "เที่ยงตรง" และ "แม่นยำ" มากขึ้น เพราะสามารถ "กระทบยอด" กลับไปกลับมาได้อย่าง "ไม่มีทางผิดพลาด" ได้เลย ... ฯลฯ ... "มนุษย์บัญชี" มี "ความเชื่ออย่างฝังหัว" ด้วยว่า "การตรวจสอบที่เข้มข้น" และ "ละเอียดยิบ" คือหนทางเดียวที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ มี "ความโปร่งใส-ชัดเจน" อันเป็นปัจจัยที่จะ "ส่งเสริม" ให้เกิดพัฒนาการในทุกๆ ด้านอย่างราบรื่น ... ฯลฯ ... ซึ่งทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า "เทพนิยายของมนุษย์บัญชี" ... ล้วน ... ล้วน ... เลยครับ ... !!?!?!??

ความจริงแล้ว ... การบันทึกรายการหลายๆ ครั้งด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันนั้น คือ "การบั่นทอนประสิทธิภาพของงาน" อย่างเลวร้ายมากๆ และ "การกระทบยอด" เพื่อยืนยัน "ความถูกต้องตรงกัน" ของเอกสารต่างรูปแบบกันนั้น ย่อมทำให้ "มนุษย์บัญชี" มุ่งความสนใจอยู่กับ "การตรวจสอบเอกสาร" แต่ตัดขาด "ความสัมพันธ์" กับ "ข้อเท็จจริง" ไปโดยปริยาย ... ส่วน "การตรวจสอบที่เข้มข้น" กับ "การตรวจสอบอย่างละเอียด" นั้น ก็เป็นคนละเรื่องกับ "การสร้างหลักฐานทางเอกสาร" จำนวนมากๆ ขึ้นมาล้างผลาญเวลาของชีวิตไปกับ "การตรวจสอบ" ที่ "ไม่เคยก่อเกิดประโยชน์" ใดๆ เลย ... !!?!?! ... 😱

ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับ แล้วก็ไม่มีใครอ่านผิดด้วย ... "การตรวจสอบ" คือกิจกรรมที่ "ไม่เคยก่อประโยชน์" ใดๆ เลย เพราะมันคือ "ค่าใช้จ่าย" ... ล้วน ... ล้วน ... !?!?! ... จริงอยู่ที่ "การตรวจสอบ" คือ "สิ่งจำเป็น" ของการปฏิบัติงานในทุกๆ ด้าน ... แต่ "สิ่งจำเป็น" ก็คือ "สิ่งที่ต้องมีเท่าที่จำเป็น" เท่านั้น ไม่ใช่มีมันพร่ำเพรื่อไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้สาระไปวันๆ อย่างที่ "มนุษย์บัญชี" หลายคน ... "ตะแบง" ปฏิบัติงานกันอยู่!!?! ... เพราะใน "โลกของความเป็นจริง" นั้น ... "การตรวจสอบ" คือ "การทำซ้ำ" ในสิ่งที่ "ทำไปแล้ว" ... คือ "การดูซ้ำ" ในสิ่งที่ "ดูไปแล้ว" ... มันจึงไม่มี "พัฒนาการ" ใดๆ ที่จะงอกเงยออกมาจาก "การตรวจสอบ" ที่เป็น "การทำซ้ำ" อย่างแน่นอน ... การล้างผลาญเวลาไปกับ "การตรวจสอบที่ไม่เจออะไรผิด" คือ "การใช้ชีวิตที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆ" ให้แก่โลก ... และต่อให้เจออะไรที่มันผิดพลาดจริงๆ มันก็อาจจะเป็น "ความผิดพลาด" ที่สร้าง "ความฉิบหายไปก่อนหน้านั้น" เมื่อ น า น ม า แ ล้ ว อยู่ดี ... ซึ่งมันเก้าะยังโอเคอยู่นะ ถ้าเรายังมีโอกาสได้ลงโทษคนที่กระทำความผิดกันบ้าง ... แต่ถ้ามันเป็น "ความผิดพลาด" ที่เกิดจาก "ความไม่ทันต่อเหตุการณ์" ของ "การตัดสินใจ" เพราะมัวแต่งงกับรูปแบบอันสลับซับซ้อนของ "รายงานทางบัญชี" ล่ะ??!! ... จะบอกว่าเป็น "ความฉิบหาย" อันเกิดจาก "มาตรฐานการบัญชี" ที่ "มนุษย์บัญชี" สุมหัวกันร่างขึ้นมาได้มั้ย??!!

ผมเห็นด้วย 100% กับการที่เราควรจะต้องกำหนด "มาตรฐานการบัญชี" ขึ้นมา เพื่อให้ทุกๆ หน่วยงานสามารถนำไปปฏิบัติอย่าง "ถูกต้องตรงกัน" ... แต่ "ความเป็นมาตรฐาน" กับ "ความสลับซับซ้อน" หรือแม้แต่ "ความละเอียดละออ" กับ "ความจุกจิกหยุมหยิม" นั้น มันเป็นบรรทัดฐานที่ "ต่างโลก-ต่างมิติกัน" ซึ่งไม่ควรนำมาปะปนจนดูเหมือนอาการของคนเสียสติอย่างที่กำลังเป็นกันอยู่ ... เพราะโดยส่วนตัวแล้ว "หลักเกณฑ์พื้นฐาน" ที่ผมใช้ใน "การนำเสนอรายงาน" ทุกชนิดของผมก็คือ ... มันจะต้องมี "ความครบถ้วนสมบูรณ์อย่างเบ็ดเสร็จหมดจด" ภายในเนื้อที่เพียงหนึ่งหน้ากระดาษ ... เท่านั้น!!? ... และที่สำคัญที่สุดก็คือ "การดาษต้องพูดได้" ด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่ว่าจะต้องมีใครบางคนมาคอยนั่งชี้แจง หรือคอยให้คำอธิบายทุกๆ รายละเอียดอยู่ตลอดเวลา ... เพราะฉะนั้น ส่วนที่เป็น "สาระสำคัญ" ของรายงานแต่ละชิ้น จะต้องมี "ความรวบรัด-ชัดเจน" ต้อง "ไม่เยิ่นเย่อรุ่มร่าม" ให้ใครต้องมา "เสียเวลาของชีวิต" กับ "รายงานที่สิ้นคิด" เหล่านั้นเป็นอันขาด ...

"มนุษย์บัญชี" เอย ... จงกลับตัวกลับใจเสียใหม่เถิด หากยังมีจิตสำนึกที่เพียพอแก่ "การพัฒนาสังคมโลก" ให้ยังสามารถก้าวเดินต่อไปได้ ... อย่างยั่งยืน !!

 

 

 

เล่าเรื่องย้ายหนังสือ

17/8/2018

เป็นเวลาประมาณ 373 วันนับจากการโพสต์ในเว็บส่วนตัวครั้งสุดท้าย ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องเล่าอื่นๆ นอกจากหนังสือที่ตัวเองอ่านเท่านั้น แต่ครั้นจะถามว่า ระยะเวลาร่วม 400 วันมานี้ไม่มีหนังสือที่น่าสนใจเลยรึไง?! ... หรือว่า "อ่านไม่เข้าหัว"?! ... หรือว่า "ไม่ได้อ่านเลย"?! ... ฯลฯ ... ทั้งๆ ที่ก็ยังตะบันซื้อหนังสืออยู่เป็นประจำแทบจะทุกโอกาสที่ไปเดินห้างฯ ?!?!?!

จะว่าไปแล้ว "ข้อแก้ตัว" ข้อหนึ่งก็คือ "เวลา" ครับ คือมันเหมือนกับว่า "เวลา" ถูกทำให้หดหายไปเพราะกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายหลายเรื่องจนเกินไป ซึ่งทำให้การอ่านของผมในระยะหลังๆ มานี้ ต่อให้มี "ประเด็นที่น่าสนใจ" มันก็ไม่ได้ถูกเรียบเรียงให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนที่พอจะสื่อสารออกมาให้รู้เรื่องได้ง่ายๆ อยู่ดี สุดท้ายก็ได้ปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ได้เล่าอะไรออกมาให้ใครฟังอีกเลย

ยิ่งในช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมานี้ด้วยแล้ว การหอบหิ้วหนังสือทั้งหมด (จริงๆ ต้องใช้คำว่าบรรทุกมากกว่า) มาเรียงเก็บให้เป็นหมวดหมู่บนชั้นวางในบ้านหลังใหม่ก็สร้างความวุ่นวายไม่ไช่น้อยเลย ถึงแม้ว่าการทำ "ทะเบียนหนังสือ" จะดำเนินการไปก่อนหน้านั้นมาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ด้วยปริมาณที่ไม่สามารถจัดการได้หมดก่อนกำหนดการย้าย หนังสือจำนวนหนึ่งจึงถูกเคลื่อนย้ายมาในสภาพที่ไม่เป็นหมวดหมู่เหมือนตอนที่พวกมันยังอยู่ในตู้เดิม จึงทำให้การจัดเก็บเข้าที่ใหม่ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องคอยขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งของที่วางให้เหมาะกับปริมาณของแต่ละหมวดหนังสือ

ตั้งใจเอาไว้ว่า หลังจากทำ "ทะเบียนหนังสือ" ควบคู่ไปกับ "การจัดเก็บหนังสือ" เรียบร้อยแล้ว ก็จะสร้างระบบ "สารบัญหนังสือ" ขึ้นมาใหม่ โดยหวังว่ามันจะเข้าใจได้ง่ายกว่าระบบเดิมๆ ที่เขานิยมใช้กันอยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ "การหาหนังสือของตัวเอง" ง่ายกว่าการพยายาม "เลียนแบบวิธีการ" ทางสารบัญของคนอื่นๆ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ... พอถึงตอนนั้นจริงๆ การหยิบหนังสือแต่ละเล่มมาเล่าก็น่าจะสะดวกกว่าเดิม เพราะข้อมูลที่ควรจะให้ไปพร้อมๆ กัน ได้ถูกทะยอยบันทึกไว้ใน "ทะเบียนหนังสือ" ทั้งหมดแล้วนั่นเอง

ผมมองว่า "ห้องหนังสือ" ที่ทำไว้นี้ มันไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บ "กระดาษเปื้อนหมึก" เท่านั้น แต่มันคือ Time Capsule ที่รวบรวม "ความคิด" และ "ชีวิต" ของบุคคลจำนวนหนึ่งเอาไว้ โดยมีบางเล่มก็ถึงกับเป็นเรื่องราวของชนชาติทั้งชนชาติเลยทีเดียว ซึ่งเราแทบไม่มีทางรับรู้ได้โดยตรงเลยว่า กว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะได้รับการสืบทอดมาจนกลายเป็นเล่มหนังสือแต่ละเล่มบนชั้นวางของเรานั้น มันได้ผ่านวันเวลาแห่งความเหนื่อยยาก และผ่านวันเวลาแห่งความวิริยะอุตสาหะของใครต่อใครอีกตั้งเท่าไหร่ ... คุณค่าของบางสิ่งจึงไม่ได้อยู่ที่เราได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่อยู่ที่มันได้หลอมรวมพลังแห่งความตั้งใจของใครอีกหลายๆ คนไว้มากน้อยแค่ไหนด้วย ... การนิยาม "คุณค่า" ให้จำกัดอยู่ในวงที่ "คับแคบ" เพียงเฉพาะตัวเฉพาะกลุ่มนั้น จึงเป็น "ความมักง่าย" ที่จะหล่อหลอมให้สังคมโลกขาดความเห็นอกเห็นใจ และขาดความเคารพระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไปตลอดกาล ...

 

 

ข้อ (ไม่) คิดจากวรรณคดี ของ "นายผี"

9/8/2017

ผมได้อ่านงานเขียนของ "นายผี" ครั้งแรกจากผลงานแปลเรื่อง "ภควัตคีตา" ของเขาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในตอนนั้นผมบอกได้แค่เพียงว่า มันน่าประทับใจมากๆ กับการอ่านหนังสือที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องซักเท่าไหร่ ด้วยความที่มีอาการมึนๆ งงๆ กับรูปแบบของคำศัพท์แปลกๆ ที่ผมไม่คุ้นตาเอาซะเลย เพราะ "นายผี" แกเล่นผสมคำขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะคง "ความขลัง" ของจำนวนโศลกตามต้นฉบับเดิมของ "ภควัตคีตา" ไว้ให้ได้ ... แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมก็ไม่เคยได้หยิบจับผลงานเขียนของ "นายผี" มาอ่านอย่างจริงๆ จังๆ อีกเลย ... จำไว้แค่เพียงว่า "นายผี" หรือ "อินทรายุทธ" คือนามปากกาของคุณ "อัศนี พลจันทร" หนึ่งในจำนวน "นักคิดหัวก้าวหน้า" ของไทยในสมัยหนึ่ง และเป็นบุคคลที่บรรดา "ศิลปินเพื่อชีวิต" หลายต่อหลายรุ่นให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากด้วย ... ซึ่งการได้อ่านผลงานแปลเรื่อง "ภควัตคีตา" ของ "นายผี" ในครั้งนั้น ถือได้ว่ามีส่วนที่ทำให้ผมนิยมชมชอบ "นายผี" อยู่ด้วยในระดับหนึ่ง และไม่รู้สึกแปลกใจที่มีนักอะไรต่อมิอะไรในสังคมไทยอีกหลายคน ให้ความเลื่อมใสศรัทธาในบุคคลผู้นี้มาโดยตลอด

แต่การได้อ่าน "ข้อคิดจากวรรณคดี" ของ "นายผี" ในอีกหลายปีต่อมากลับทำให้ผมรู้สึกแตกต่างออกไป จริงอยู่ที่ "ทักษะทางภาษา" ของ "นายผี" ยังคงมีมาตรฐานที่ "สูงส่ง" อย่างน่าพอใจในระดับที่ไม่แตกต่างไปจากที่ผมเคยรู้สึกมาก่อน แต่ "กรอบคิด" ที่ผมรู้สึกว่า "ค่อนข้างจะคับแคบ" ของ "นายผี" นั้นเอง ที่ดูจะขัดแย้งกับความรู้สึกเดิมๆ ที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้ ... มันทำให้ผมพอจะจินตนาการถึงสาเหตุแห่งความล่มสลายของ "วิถีแห่งมาร์กซิสต์" ที่บรรดาสาวกจากทั่วทุกมุมโลกต่างก็พยายามจะประโคมโอ่ว่า มันคือ "หลักคิด" ที่จะสามารถปลดเปลื้อง "พันธนาการทางสังคม" ให้แก่ "ชนชั้นแรงงาน" หรือ "ชนชั้นล่างผู้ถูกกดขี่" อย่างแท้จริง ... แต่ "การสร้างปีศาจทางชนชั้น" ขึ้นมาเพื่อ "ยุแยง" ให้เกิด "ความแตกแยก" ในสังคม แถมด้วยการใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยให้ "ฝ่ายปฏิกิริยา" มี "ความต่ำช้า" ในระดับเดียวกับ "สัตว์เดรัจฉาน" นั้น ... มันมีอะไรที่แตกต่างไปจาก "การกดขี่ทางชนชั้น" ที่บรรดา "สาวกมาร์กซีสต์" พยายามจะล้มล้างลงไปอย่างนั้นเหรอ ??!! ... การพยายามผูกโยงให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องกับ "ความขัดแย้งทางชนชั้น" เพื่อสร้าง "กระแสแห่งความเกลียดชัง" ระหว่างสมาชิกในสังคมด้วยกันนั้น มันช่วยจรรโลงโลกให้เกิดสังคมที่สวยงามตรงไหน??!! ... การเอาแต่สร้างถ้อยคำเพื่อตำหนิติเตียน และพยายามชี้นำว่าศิลปวัฒนธรรมของชนชั้นหนึ่งๆ เป็นสิ่งที่ด้อยค่าไร้ราคา โดยมิได้สร้างสิ่งใดให้แตกต่างอย่างสวยงามขึ้นมาอย่างจริงๆ จังๆ เลยนั้น มันจะก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมอะไรขึ้นมาได้มั้ย ??!! ... ภาษาเขียนที่ใช้ถ้อยคำอย่างสละสลวย มีการผูกคำสร้างรูปประโยคอย่างสลับซับซ้อน มันคือ "ศิลปะเพื่อปวงชน" จริงๆ หรือเป็น "ศิลปะเพื่อชนชั้นปัญญา" ที่จะก้าวขึ้นสู่ "ความเป็นผู้ปกครอง" ของ "ผู้ด้อยปัญญา" ในสังคมแทน "กลุ่มชนชั้นเดิม" กันแน่ล่ะ ??!! ... ฯลฯ ...

มันดูราวกับว่า บรรดา "สาวกมาร์กซีสต์" ทั้งหลาย ต่างมุ่งเน้นที่จะ "นิยามความแตกต่างทางชนชั้น" ด้วยนิยามอื่น ที่ไม่ใช่ชาติกำเนิด หรือไม่ใช่ชื่อยศชื่อตำแหน่งทางการปกครอง แต่กำลังพยายามจะ "แบ่งแยกชนชั้น" ด้วย "นามธรรมบางอย่าง" ของ "บุคคลระดับนำ" แทน ... มันจึงทำให้ "การสลายความเป็นชนชั้น" อย่างที่พวกเขาชอบกล่าวอ้างกัน กลายเป็น "สิ่งลวงโลก" และไม่มีอยู่จริงในจิตสำนึกของพวกเขาเลย ?!?!?! ...

ทำไมเราต้องโกรธเกลียดคนอื่นๆ ที่ไม่ได้คิดเหมือกับเรา ?! ... ทำไมเราถึงเลือกที่จะทำลายคุณค่าของผู้อื่น หรือสิ่งอื่น ด้วยการตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง และสร้างกระแสแห่งความเกลียดชังให้ลุกลามไปทั่วๆ ?! ... ทำไมเราต้องทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไม่ชอบลงไปให้หมด แล้วค่อยเกณฑ์ใครต่อใครมาช่วยกันสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากเศษซากปรักหักพังเหล่านั้น ?! ... ทำไมเราถึงไม่เลือกที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เพื่อทดแทนสิ่งที่เราเชื่อว่ายังไม่ดีพอ แล้วแบ่งปันให้เป็นทางเลือกสำหรับคนอื่นๆ ในสังคม โดยไม่ต้องทำลายสิ่งใดๆ ของใครเลยล่ะ ?! ... บางที ... อาจจะเป็นเพราะ "สาวกมาร์กซีสต์" ทั้งหลายนั้นเกิดเร็วเกินไป จึงไม่เคยได้สัมผัสกับ "จิตวิญญาณแบบโอเพนซอร์ส" ที่มี "ความเป็นคอมมูน" ยิ่งกว่า "แนวคิดเยี่ยงเด็กน้อย" ของผู้เฒ่าอารมณ์ร้ายอย่าง Karl Marx เป็นไหนๆ ก็เป็นไปได้นะ !!??!!?!? ... 😅

 

 

อีกครั้งกับ "โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล"

15/6/2017

ตั้งท่าว่าจะย้อนกลับไปอ่านหนังสือ "โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล" ฉบับแปลของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อีกซักรอบหนึ่ง หลังจากที่ซื้อหนังสือรวม "คำนำ" ของแกมา "ดอง" ไว้นานพอสมควรแล้ว ซึ่งในที่สุดก็ได้อ่านซักที แต่จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ "การย้อนกลับไปอ่าน" เล่มเดิมที่ตัวเองเคยอ่านครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนนู่นหรอก เพราะเขาดันมี "ฉบับพิมพ์ใหม่" ออกมาล่อให้เสียเงินด้วยการพิมพ์ข้อความไว้บนปกว่า "ฉบับสมบูรณ์ ภาค๔ ค้นพบใหม่" ซะงั้น ... ซึ่ง "เหยื่อ" แบบนี้ไม่มีทางที่ผมจะรอดอยู่แล้ว !!? ... 😅

ต้องยอมรับครับว่า ผม "เคย" ประทับใจมากๆ กับหนังสือเล็กๆ เล่มนี้ และเคยติดตามงานเขียนเล่มอื่นๆ ของ Richard Bach อยู่ระยะหนึ่ง (จนรู้สึกว่าแกไม่ค่อยมีมุขใหม่ๆ ไปแล้วนั่นแหละ) รวมทั้ง "เคย" ประทับใจกับชื่อของ "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ในฐานะของผู้แปลด้วยเหมือนกัน ... แต่ก็รู้สึกจางๆ ลงไปพอสมควรหลังจากได้อ่านหนังสือเรื่อง "เจ้าชายน้อย" ในอีกหลายปีต่อมา ซึ่งทำให้รู้สึกว่า "วิถีคิด" แบบ "นางนวลโจนาธาน" นั้น ดูจะ "แข็งกร้าว" จนเกินไป !!?! ... 😏

ภาค ๔ ของหนังสือ "โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล" ก็เลยพลอยไม่ค่อยมี "พลัง" ไปด้วย เพราะ "ความน่าประทับใจ" ของมันถูกหนังสือเรื่อง ONE หรือ "คือหนึ่ง" ของ Richard Bach เองนั่นแหละ "แย่ง" ไปจนหมดแล้ว มันก็เลยดูเหมือน "ซ้ำซาก" แบบ "ความคิดตกร่อง" เช่นเดียวกับ "วิถีคิด" ของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ผมมักจะรู้สึกว่าแก "ตกร่องทางความคิด" จนไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ให้ "น่าศึกษา" อีกไปตั้งนานมาแล้วเหมือนกัน ... 😈

ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะ "ความเจริญวัย" ของผมเอง ที่มีโอกาสได้พบเห็นเรื่องราวต่างๆ อีกหลายอย่าง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่ตัวผมเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมตลอดระยะเวลาหลายปีของชีวิตการทำงาน ... จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า "เสรีภาพ" แบบที่ "นางนวลโจนาธาน" โหยหานั้น มี "ขอบเขตเฉพาะตัว" ที่ "คับแคบ" จนเกินไป เป็น "การจองจำอิสรภาพทางความคิด" ให้ "ดักดาน" อยู่กับเพียง "นิยาม" ของ "เสรีภาพ" ที่ตัวเองเท่านั้นเป็น "ผู้กำหนด" ... หรือ ... "นิยาม" ของผู้อื่นที่บังเอิญตนเองให้ "ความศรัทธา" เป็นผู้กำหนดเอาไว้แล้วเท่านั้น ... ซึ่งสำหรับผม ... นั่นยังไม่อาจนับเป็น "เสรีภาพที่แท้จริง" อยู่ดี !!?!?

"การโหยหาเสรีภาพ" นั้นเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้และน่าติดตามเสมอ แต่ "การยึดมั่นในเสรีภาพ" คือ "กับดักทางความคิด" ที่ทำให้ "วิญญาณเสรี" ของบุคคลหนึ่งๆ ต้อง "ถูกจองจำ" อยู่ใน "ความดักดาน" ของตัวเอง โดยยัง "หลงเชื่อว่า" ตนนั้นมี "วิญญาณเสรี" อยู่อย่างเต็มเปี่ยมตลอดเวลา ... และนั่นคือ "ความรู้สึก" ที่ผมมีต่อ "นักวิชาการ" กลุ่มหนึ่งที่ยังคงพยายามเผยแพร่ "ความคิดตกร่อง" ของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับด้วยความตื่นตาตื่นใจของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ... เก้าะ ... จนกว่า "นางนวล" น้อยๆ เหล่านั้นจะเจริญวัยกว่านี้ และมองย้อนกลับมาถึงคืนวันอันน่าตื่นใจของ "วัยแสวงหา" ของพวกเขา ... เพื่อที่จะแสดง "ความเตารพ" ต่อ "นักวิชาการ" กลุ่มเดิมๆ ที่ยังคงพร่ำสอน "สิ่งเก่าๆ" ให้แก่อนุชนรุ่นต่อๆ ไปอย่างไม่เคยเปลี่ยน ... ดุจดั่ง "คุณครูระดับประถม" ที่ยอม "หยุดตัวเอง" เพื่อส่งผ่าน "ความรู้พื้นฐาน" ให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ด้วยความหวังว่า ... เยาวชนเหล่านั้นจะสามารถพัฒนาตัวเองไปได้ไกลกว่า "จุดเดิม" ที่ "คุณครู" ทุกๆ คนยอม "หยุดตัวเอง" ไว้แค่ตรงนั้น ?!?!?! ... 😶

 

 

กัลยาณสะกิด

ข้อเตือนสติจาก "นามมิตร" | 28/4/2017

จู่ๆ ผมก็ได้รับ e-mail จากคุณ "ธนวัฒน์ ดลภากร" ซึ่งไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเลย โดยเข้าใจว่า คุณธนวัฒน์น่าจะผ่านมาพบเห็นเว็บไซต์ส่วนตัวแห่งนี้ของผมเข้า และได้ตามเข้าไปอ่าน "อี้จิง" ฉบับ ZhuqiChing ที่ยังคงคั่งค้างอยู่ แล้วจึงได้ทักทายเข้ามาโดยอาศัยหน้า Contact ที่ผมเปิดเอาไว้ ... สิ่งที่สะดุดใจผมเป็นอย่างยิ่งก็คือ คุณธนวัฒน์ได้เอ่ยถึง "บทที่ 24" ถึง 2 ครั้งใน e-mail ทั้ง 2 ฉบับที่ส่งเข้ามา จึงทำให้ผมอยากย้อนไปอ่านทบทวนสิ่งที่ตนเองได้ "ตีความเอาไว้" อย่างละเอียดอีกครั้ง ... และต้องขอบอกว่า ผมรู้สึก "ขอบพระคุณมากจริงๆ" สำหรับ "กัลยาณสะกิด" ของ "นามมิตร" ที่ไม่เคยพบปะกันมาก่อนท่านนี้ ... เป็นความรู้สึกขอบคุณที่ผมไม่อยากจะเก็บไว้เงียบๆ คนเดียว ... จริงๆ !!

"คัมภีร์อี้จิง" ถือเป็นงานใหญ่งานหนึ่งที่ผมอยากจะทำให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจากโลกนี้ไป (แปลว่าถ้ายังไม่เสร็จก็จะไม่ยอมไปเกิดใหม่ที่ไหนทั้งนั้น 😃) แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาที่ไม่ลงตัวในช่วง 2-3 ปีมานี้ ทำให้งาน "ตีความ" คัมภีร์ดังกล่าวต้องหยุดพักไปเป็นการชั่วคราว โดยผมต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดของตัวเองไปกับงานประจำที่มีเรื่องเร่งด่วนให้ต้องสะสาง ... อย่างทุ่มเท ... และต้องยอมรับว่า บ่อยครั้งมากที่ผมใช้ "ความเป็นตัวเอง" กับทุกสิ่งทุกอย่างมากจนเกินไป ซึ่งแม้แต่ผู้คนรอบข้างก็พอจะสัมผัสได้ เพียงแต่ไม่สามารถทักท้วงอย่างตรงไปตรงมา เพราะประเด็นต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้น ล้วนเป็นวาระเร่งด่วนที่ไม่มีใครสามารถปฎิเสธได้เลย ...

มันอาจจะเป็นเพียง "ความบังเอิญ" ที่จู่ๆ ก็มี e-mail มาเตือนให้ผมต้องย้อนกลับไปอ่าน ZhuqiChing บทที่ 24 ของตัวเองอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งบทแปลทั้งหมดในนั้นเหมือนเป็นการสะกิดเตือนให้ผม "ลดละความระห่ำ" ของตัวเองลงไปซะมั่ง เพราะหลายๆ เรื่องมันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และจำเป็นต้องอาศัย "ความรัดกุม" มากกว่า "ความมุ่งมั่นตั้งใจ" เพียงด้านเดียว ...

เมื่อทบทวนดูแล้ว นี่คงจะเป็น "กัลยาณสะกิดจากแดนไกล" เป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมก็เพิ่งจะสะดุดใจกับชื่อกระบวนท่า "ฝ่ามือพิชิตมังกร" ในซีรีส์รีเมค "มังกรหยก" มาหมาดๆ แต่ด้วยความบันเทิงอารมณ์ในเวลานั้น จึงไม่ทันสังเกตว่า กระบวนท่าที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุดคือ 亢龍有悔 (kàng lóng yǒu huǐ คั่ง ล๋ง โหฺย่ว หุ่ย) อันหมายถึง "ความเห่อเหิมทะเยอทะยานอย่างไม่ยั้งคิด ย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวด และความเศร้าเสียใจ" อันเป็นวลีที่ถูกหยิบยกมาจาก "คัมภีร์อี้จิง" โดยตรง ... จนมาได้รับ e-amil ของคุณธนวัฒน์ซ้ำเข้าไปอีกที ราวกับเป็น "คำสั่ง" ให้ต้องกลับไป "ทบทวนตัวเอง" นั่นแหละ ถึงเพิ่งจะสำนึก !!?? ... 😃

ต้องขอขอบพระคุณด้วยการออกสื่ออย่างนี้ล่ะครับ ... ขอบคุณจริงๆ !!

 

 

64 SHOTS

Leadership In A Crazy World | 28/11/2016

Book Title: 64 SHOTS : Leadership In A Crazy World
Author(s): Kevin Roberts
Format: Hardcover, 240 pages
Publisher: PowerHouse Books (June 21, 2016)
Language: English
ISBN-10: 157687771X
ISBN-13: 978-1576877715
Product Dimensions: 6.3 x 1 x 9.3 inches

ตั้งท่ามาหลายวันว่าจะเขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ แต่ก็เพิ่งจะว่างพอสำหรับการจรดนิ้วบนคีย์บอร์ดอย่างที่อยากจะทำ ...

Kevin Roberts เขียนถึงตัวเลข 64 ไว้ในคำนำของเขาแค่ว่า มันหมายถึงปี 1964 ซึ่งเป็นปีหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนของวัฒนธรรมชาวตะวันตกหลายๆ ชาติ อันเป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า "ยุค 60's" นั่นแหละ ... ในขณะที่บางคนก็อาจจะมองว่า 1964 เป็นปีที่เกิดของตัวเองเท่านั้น ... แต่สำหรับผมแล้ว 64 เป็นตัวเลขที่น่าดึงดูดใจเพราะมันคือตัวเลขเดียวกับ 64 บทของ "คัมภีร์อี้จิง" ที่ยังคงตั้งใจจะแคะความหมายจริงๆ ของมันออกมาเท่าที่จะหาเวลาได้ไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุที่ผม "ไม่เคยเชื่อ" เลยว่า มันคือ "ตำราหมอดู" ที่หลายๆ คนมักจะนิยม "เชื่อ" อย่างนั้น

ต้องยอมรับครับว่า โดยปรกติแล้ว หนังสือประเภทเดียวกับ 64 Shots ของ Kevin Roberts เล่มนี้ ไม่ค่อยจะติดค้างอยู่ในมือของผมนานนัก เพราะมันจะเต็มไปด้วย "ข้อคิด" หรือ "ข้อเสนอแนะ" ที่สั้นๆ ง่ายๆ เพื่อให้นำไปปฏิบัติมากกว่า ผิดกับหนังสือประเภทที่นำเสนอ "แนวคิด" แบบที่ต้องใช้เวลาอ่านกันนานๆ เพื่อจะ "ตีความ" หรือ "ทำความเข้าใจ" อย่างลึกซึ้งไปอีกไกล ... แต่ก็ด้วยความที่ตัวเลข 64 นั้น ทำให้ผมนึกโยงไปถึง "คัมภีร์อี้จิง" อย่างที่บอกไปแล้ว กับพานให้นึกไปถึง "คัมภีร์" ประเภทอื่นๆ ที่เต็มไปด้วย "คำสอน" หรือ "ข้อธรรม" ปลีกๆ ย่อยๆ เต็มไปหมด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น "หัวข้อเพื่อการปฏิบัติ" มากกว่า "การตีความ" เหมือนกัน ... เก้าะ ... เลยหยิบๆ จับๆ มันอ่านไปเรื่อยๆ เหมือนกับกำลัง "อ่านคัมภีร์" อะไรซักอย่าง ... 😃

โดยความเห็นส่วนตัวแล้วก็คงจะต้องบอกว่า Kevin Roberts มีความเป็นนักโฆษณามือฉมังของ Saatchi & Saatchi เลยทีเดียว เพราะเขาสามารถที่จะ Quote วลีสั้นๆ ที่แฝงความหมายยาวๆ เอาไว้จนเต็มเล่มหนังสือไปหมด ไม่นับรวมกับที่เขาเที่ยวได้ไปขุดเอา Quotations ของบุคคลอื่นๆ มาแทรกเอาไว้ตลอดทั้งเล่ม ทั้งยังสามารถผูกโยงถ้อยคำเหล่านั้นให้ต่อเนื่องกันจนเป็นเรื่องเป็นราวในแต่ละบทได้อย่างลื่นไหลจริงๆ ... เรียกว่า ถ้าใครคิดอยากจะ mark คำสวยๆ ในเล่มนี้เอาไปใช้เป็น "ข้อเตือนสติ" ในกาลเทศะต่างๆ ละก้อ ... คงได้ขีดจนมีแต่หมึกเต็มไปหมดทุกบรรทัดเลยแหละ ... ซึ่งก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้หน้ากระดาษมันขาวๆ ของมันอย่างนั้นต่อไปอยู่ดี ... 😃

ความจริงแล้วผมก็ยังย้อนนึกไปถึง Edward de Bono เจ้าของผลงานหนังสือระดับ Best Seller เกี่ยวกับ "ความคิดสร้างสรรค์" จำนวนหลายกระบุง ซึ่งในภาพรวมๆ แล้ว ผลงานชิ้นสำคัญของ Edward de Bono ก็คือ CoRT Thinkg Courses อันเป็นที่สุดแห่ง "คัมภีร์" ของ Edword de Bono เลยทีเดียว โดยใน CoRT Thinking Courses ที่ว่านั้น จะประกอบไปด้วยบทเรียนทั้งหมดจำนวน 60 บท ที่แกเรียกของแกว่า Thinking Tools แล้ววันดีคืนดีแกก็จะหยิบชิ้นนู้นจับชิ้นนี้มายำรวมกันเป็นตำราเล่มใหม่ของแกไปได้เรื่อยๆ ... ทำยังกะมีดพับสวิสฯ เลยแหละ ... 😋 ... ซึ่งผมก็มองว่า 64 Shots ของ Kevin Roberts น่าจะมีลักษณะที่คล้ายๆ อย่างนั้นในระดับหนึ่งด้วย

แต่เราก็อย่าไปคิดว่า "นักคิด" เหล่านี้เขาเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างเราๆ นักเลย เพราะอย่างน้อยที่สุด การเลือกหยิบชิ้นเครื่องมือขึ้นมาใช้งานให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์นั้น ก็ยังต้องถือว่าเป็นเรื่องของ "ความสร้างสรรค์" หรือเป็นเรื่องของ "ความเป็นผู้ชำนาญการ" ได้ในรูปแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน ... อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่อย่าง "พระพุทธเจ้า" ก็ทรงเลือกใช้มาแล้วตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อน ... ดังนั้น การเลือกใช้ "เครื่องมือ" เป็นกลุ่มๆ เพื่อให้เหมาะแก่ "สถานการณ์" และ "ศักยภาพ" ของแต่ละคน หรือแต่ละองค์กรนั้น ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะทำก็ทำกันได้ง่ายๆ ... ยิ่งในยุคสมัยที่โลกทั้งโลกมันเต็มไปด้วย "ข้อมูล", "ข้อคิด", "ข้อแนะนำ", หรือ "สูตรสำเร็จ" ของใครต่อใครอีกเป็นจำนวนมหาศาลอย่างทุกวันนี้ ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครคนใดคนหนึ่งจะ "กล้า" โฟกัสตัวเองให้เหลือเพียงสิ่งที่มี "ความสำคัญจริงๆ" กับการดำรงอยู่ของพวกเราแต่ละคน ...

นึกไปนึกมาก็เลยพานนึกไปถึงคำพูดของ Bruce Lee ที่เคยกล่าวไว้ว่า ... "I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times." ... มันจึงไม่สำคัญหรอกว่า เราจะสามารถเข้าใจ หรือนำทั้ง 64 Shots ของ Kevin Roberts ไปใช้เพื่อการปฏิบัติจริงได้จนครบหรือไม่ แต่มันสำคัญที่ว่า เรา "กล้าพอ" ที่จะหยิบยกเพียงไม่กี่ shots ของเขาไปปฏิบัติอย่างจริงๆ จังๆ ได้รึเปล่า ?! ... หลักธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่มีเป็นพันเป็นหมื่นวรรคนั้น หากรู้จักหยิบยกมาเพียง 10 ข้อที่รวมกันเข้าเป็น "ทศพิธราชธรรม" เพียงหมวดเดียว แล้วนำไปปฏิบัติอย่างแข็งขัน แค่นั้นก็สามารถที่จะเป็น "พระราชา" หรือเป็น "ผู้นำ" ที่คนทั้งโลกยกย่องได้แล้ว ... รึไม่จริง ?!!

 

 

ฉึกเว็บกู !!

8/11/2016

เห็นข่าวกับคลิปกรณี "กราบรถกู" ว่อนกระจายไปทั่วเน็ตกับ TV อยู่หลายวันแล้ว ซึ่งทิศทางส่วนใหญ่ก็จะออกมาประณามพฤติกรรมอัน "ไม่เหมาะสม" นั้นอย่างเมามันพอสมควร มีทั้งล้อเลียน มีทั้งดุด่าว่ากล่าว มีทั้งตักเตือน แล้วก็มีทั้งรูปแบบของการให้ข้อคิดแบบนักจิตวิทยา มีการใช้ถ้อยคำที่แรงบ้างเบาบ้างไปตามอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และวุฒิภาวะของแต่ละบุคคล ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของ "สังคมอุดมดราม่า" ที่อาศัยโซเชียลมีเดียเป็น "ยาสามัญประจำสันดาน" เพื่อระบาย "ความอะไรต่อมิอะไร" ของตัวเองออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้กัน ...

กรณีดังกล่าว ใครจะผิดจะถูกยังไงในทางกฎหมาย ก็ต้องไปว่ากันตามกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติไปตามเรื่องตามราวของเขาอยู่แล้วแหละ แต่ก็มี "การชี้ชัดในทางสังคม" ไปแล้วล่ะครับว่า บุคคลสาธารณะในข่าว ได้กลายเป็น "ผู้ร้าย" ไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังต้องประสบกับ "การชดใช้กรรม" ชนิดหลายเด้งแบบในละครเลยทีเดียว ... "สมควร" หรือว่า "สาสม" ในความรู้สึกของใครก็ว่ากันไป ... ข้อนั้นผมไม่เกี่ยวละ !! ... 😃

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะสะท้อนออกมาก็คือ ในช่วงระยะเวลาของ "ความรุ่งโรจน์แห่งสื่อสังคมออนไลน์" นั้น เรามีโอกาสได้เห็นกรณี "การทำร้ายร่างกาย" ที่ถูกถ่ายทอดผ่านคลิปต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มีทั้ง "ความเหมือน" และ "ความแตกต่าง" กันพอสมควร ... ซึ่งหนึ่งใน "ความเหมือน" ก็คือ ทุกครั้งจะเป็น "การระเบิดอารมณ์" ของ "ผู้กระทำความรุนแรง" เพราะ "ผู้ถูกกระทำ" ดันไป ทำร้าย / ทำลาย / ดูถูก / ดูหมิ่น / ฯลฯ หรือกระทำการใดๆ อันไม่บังควรต่อ "สิ่งซึ่งมีคุณค่าทางใจอย่างสูง" ของผู้อื่นก่อน จึงกลายเป็นเหตุให้ "ระเบิดทางอารมณ์" เกิดการปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน จนแม้กระทั่ง "เจ้าของอารมณ์" เอง ก็ยังไม่อาจยับยั้งด้วยสติได้ทันด้วยซ้ำไป ... พวกเราจึงมีโอกาสได้เห็น "คลิปแห่งความรุนแรง" เหล่านั้นถูกนำเสนอออกมา เพื่อสนองความอะไรต่อมิอะไรของพวกเรากันเป็นระยะๆ

ทีนี้ ในแง่ของ "ความแตกต่าง" ระหว่าง "คลิปแห่งความรุนแรง" เหล่านั้นก็คือ ... บางครั้ง "ผู้กระทำความรุนแรง" ก็เป็น "ผู้ร้าย" ... แต่บางครั้ง "ผู้ถูกกระทำ" กลับเป็น "ผู้ร้าย" ใน "ความรู้สึก" ของ "ผู้เสพสื่อ" ซะเอง ... ทำไม ... ??!!

ผมมองว่า "จุดที่แตกต่าง" ของ "อารมณ์จากการรับรู้" ของ "ผู้เสพสื่อ" ก็คือ ... "สิ่งซึ่งมีคุณค่าทางใจอย่างสูง" นั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับของ "ผู้เสพสื่อ" หรือไม่ ?! ... ถ้าบังเอิญ "ใช่" คนที่ถูกยำก็จะถูกซ้ำเติมด้วยถ้อยคำต่างๆ นาๆ ส่วนคนที่ยำคนอื่นก็จะกลายเป็น "ฮีโร่" ที่ช่วย "ระบายความโกรธแค้น" แทน "ฝูงชน" ที่มี "อารมณ์ร่วม" ใน "สิ่งซึ่งมีคุณค่าทางใจอย่างสูง" นั้น ... แต่ถ้า "ไม่ใช่" คนที่ยำคนอื่นก็จะกลายเป็น "ผู้ร้าย" ที่แสดงพฤติกรรมอัน "รุนแรงเกินกว่าเหตุ" ทันที เพราะดันทะลึ่ง "แสดงความโกรธแค้น" ในสิ่งที่ "ฝูงชน" เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วยเลย ส่วนคนที่ถูกยำ ก็จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ หรือได้รับข้อเสนอที่จะเยียวยาสารพัด

จะว่าไปแล้ว "ความเปราะบางทางอารมณ์" ของมนุษย์ น่าจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ เลยทีเดียว "พื้นที่ทางอารมณ์" ที่หลายๆ คนซุกแอบไว้อยู่ลึกๆ นั้น ได้กลายเป็น "ดินแดนต้องห้าม" ที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะล่วงล้ำเข้ามาไม่ได้อย่างเด็ดขาด และอาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของ "ความแตกแยก" อย่างไม่อาจประสานกันได้ในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกเลย ไม่ว่าจะเป็น พ่อ-แม่, พี่-น้อง, สามี-ภรรยา, เพื่อนสนิทมิตรสหาย, หรือแม้แต่สังคมทั้งสังคม จนถึงขนาดเป็นชาติบ้านเมือง

กรณี "กราบรถกู" อาจจะเป็นเพียง "เรื่องไร้สาระ" ของสมาชิกสังคมส่วนหนึ่งที่ "บูชาวัตถุสิ่งของ" เหนือ "ความเป็นมนุษย์" ในตัวเอง และในผู้คนรอบข้างเท่านั้น ... แต่นั่นไม่ได้แปลว่า คนอื่นๆ ในสังคมไม่มี "จุดเปราะบางทางอารมณ์" ในรูปแบบอื่นๆ ของแต่ละคน ... เพราะบางครั้ง "ความเปราะบาง" นี้ก็อยู่ในรูปของ "การบูชาบุคคล", "การเทิดทูนลัทธิ", "ความคลั่งไคล้ในหลักการ", ฯลฯ ... ซึ่ง ... ไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดก้าวล่วง ไม่ว่าจะด้วยกิริยาท่าทาง, ถ้อยคำ, ฯลฯ ... หรือแม้แต่สายตาด้วยซ้ำ ...

การที่เราเคยเห็นข่าวของการยกพวกตีกันของบรรดานักเรียนจากสถาบันต่างๆ หรือจากการตะลุมบอนของแก๊งค์อันธพาลในบางท้องถิ่น ... หรือแม้แต่การก่อม็อบชนม็อบ โดยผู้ที่หวังผลทางการเมืองในหลายๆ ประเทศ ฯลฯ ... เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของ "การจุดระเบิดทางอารมณ์" ของผู้คนในสังคมหนึ่งๆ ทั้งนั้น ... ซึ่งในหลายๆ กรณี เราก็จะเห็นทั้ง "ผู้ทรงภูมิปัญญา" กับ "ผู้ที่ไม่มีดีกรีทางการศึกษา" มารวมหมู่อยู่ในฟากฝั่งเดียวกัน มันจึงไม่ใช่เรื่องของ "ความรู้" กับ "ความไม่รู้" ... ไม่ใช่เรื่องของ "ฉลาด" กับ "โง่" อย่างที่ต่างฝ่ายต่างพยายามยัดเยียด "ของไม่ดี" ให้กับ "คู่กรณี" ของตน ... แต่มันเป็นเรื่องของ "คุณค่า" ที่แต่ละ "ฝูงชน" ประเมินไว้ในใจให้สูงส่งกว่า "ความถูกต้อง" ใดๆ แม้แต่ "สติ" ของตัวเอง !!

ดูข่าว ดูคลิป แล้วลองขยิบตาดูตัวเองซะมั่ง ... วันใดที่เราขาด "สติ" ... วันนั้นอาจจะเป็น "วันซวย" ของเราเองก็ได้ หาก "คุณค่าที่เหนือสติ" นั้นๆ ของเรา ดันไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม !! ...