พ่อสอนลูก ๕ แผ่นดิน

18/10/2016

Book Title: พ่อสอนลูก ๕ แผ่นดิน
Author(s): ทัศนา ทัศนมิตร (ค้นคว้า-รวบรวม)
Format: ปกอ่อน, 208 หน้า
Publisher: สำนักพิมพ์ ร.ศ.๒๒๙ (2553)
Distributor: บริษัท อัมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด
Language: ไทย
ISBN-13: 9786169054283
Product Dimensions: 145 x 210 x 12 mm


บังเอิญมีเหตุให้ต้องคั่งค้างกับ "จดหมายสอนลูก" (誡子書) ของ "ขงเบ้ง" ที่ตั้งใจจะเตรียมไว้เป็นของที่ระลึกให้แก่เพื่อนๆ ในงานเลี้ยงรุ่น ... เก้าะ ... เลยนึกถึงหนังสือชื่อ "พ่อสอนลูก ๕ แผ่นดิน" ซึ่งค้นคว้าและรวบรวมไว้โดย "ทัศนา ทัศนมิตร" ที่ผมซื้อเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อน เพราะเห็นว่าเป็นหนังสือที่น่าจะไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเห็นการจัดพิมพ์บ่อยครั้งนักในยุคสมัยปัจจุบัน ...

คำสอนของพระมหากษัตริย์ไทย 5 รัชกาล ที่ทรงพระราชทานแก่พระราชโอรส และพระราชธิดาของพระองค์ในโอากสต่างๆ ซึ่งได้รับการรวบรวมไว้ในหนังสือ "พ่อสอนลูก ๕ แผ่นดิน" นี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แทบจะไม่ได้พบเห็นเลยในโลกของสิ่งพิมพ์โดยทั่วไป เพราะไม่ใช่พระบรมราโชวาทที่ทรงพระราชทานแก่สาธารณชนเป็นการปรกติ แต่เป็นพระราชกิจที่ทรงปฏิบัติเป็นการส่วนพระองค์ภายในครอบครัวขององค์ประมุขของประเทศ ... ซึ่งคำสอนหลายๆ อย่างที่ได้ทรงพระราชทานไว้นั้น ควรที่บุคคลโดยทั่วไปจะยึดถือเป็นแบบอย่าง และน้อมนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติตามอย่างตั้งใจ เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเอง แก่ครอบครัว และแก่สังคมโดยรวมของประเทศชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า "ค่านิยม" ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ หรือแม้แต่สถาบันครอบครัว ได้ถูกบิดเบือนไปบ้างแล้วจากความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่บรรดาคำสั่งสอนที่บุคคลในรุ่นหนึ่งเคยบอกกล่าวให้แก่คนอีกรุ่นหนึ่งเพื่อเป็นข้อเตือนสตินั้น ก็ยังถือว่ามีข้อคิดที่สมควรแก่การศึกษาทบทวน เพราะอย่างน้อยที่สุด เราก็ต้องสำนึกไว้เสมอว่า ทุกๆ คำสั่งสอนที่บุพการีมอบให้แก่บุตร-ธิดาของตนนั้น ล้วนกลั่นกรองออกมาจาก "ความรัก" และ "ความปรารถนาดี" ที่มีต่อทายาทของตนด้วยกันทั้งสิ้น ... และต่อให้มีบางสิ่งที่เราศึกษาทบทวนแล้วก็ยัง "รู้สึกไม่คุ้นชิน" เราก็ควรจะมีมโนสำนึกด้วยว่า ทุกๆ "ความดีงาม", ทุกๆ "ความถูกต้อง" ล้วนมีวันเวลาที่เหมาะสมของมันเองเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ "ค่านิยม" แห่ง "ความดีงาม" หรือ "ความถูกต้อง" ที่ยุคสมัยของพวกเรากำลัง "ยึดติด" อยู่นี้ก็ตาม ต่างก็ต้องแปรเปลี่ยนไปตามวันเวลาที่เหมาะสมของมันเฉกเช่นกัน ...

การจะตัดสินความ ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ของคำสอนหรือการกระทำในแต่ละยุคแต่ละสมัย จำเป็นต้องพิจารณาด้วยปัจจัยของมิติแห่งวันเวลา และสถานการณ์ที่เสมอเหมือนกันเท่านั้น !!? ... มีแต่ผู้ที่ "คับแคบทางความคิด" เท่านั้นดอก ที่จะรู้สึก "คับแค้น" ต่อทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้ประสบพบเจอในชีวิต !?!?!

 

 

Guide to The Feng Shui Compass

A Compendium of Classical Feng Shui | 16/8/2016

Book Title: Guide to The Feng Shui Compass, A Compendium of Classical Feng Shui
Author(s): Stephen Skinner
Format: Hardcover, 448 pages
Publisher: Llewellyn Publications; 1st edition (September 8, 2010)
Language: English
ISBN-10: 0738723495
ISBN-13: 9780738723495
Product Dimensions: 7.4 x 1.4 x 10.2 inches

โดยส่วนตัวแล้ว "สิ่งประดิษฐ์" ที่ได้รับ "การออกแบบ" ไว้อย่างน่าทึ่งที่สุดของชาวจีนก็คือ "ลูกคิด" และ "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) ... โดย "ลูกคิด" คือสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการออกแบบให้มี "ความเรียบง่าย" เพื่อให้เป็นอุปกรณ์ที่สามารถคำนวณได้อย่างสลับซับซ้อน แต่ใช้เพียง "ธรรมชาติของการนับ" ล้วนๆ ... ในขณะที่ "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) คือ "ตารางคำนวณ" อันสลับซับซ้อนที่ได้รับการออกแบบไว้อย่าง "รวบรัดหมดจด" เพื่อให้เป็น "คู่มือ" ประกอบ "การคำนวณทิศทางดาราศาสตร์" ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็น "เครื่องมือสำรวจ" ตั้งแต่ประมาณ 1,500 ปีก่อนที่ชาวตะวันตกจะรู้จัก "เข็มทิศ" ซะด้วยซ้ำ ...

แม้ว่าในปัจจุบัน มนุษย์ส่วนใหญ่แทบจะไม่เห็นความจำเป็นของ "ลูกคิด" อีกแล้วก็ตาม แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "ลูกคิด" คือหนึ่งในสุดยอดแห่ง "การออกแบบเครื่องมือ" บนพื้นฐานอันจำกัดจำเขี่ยของเทคโนโลยีเมื่อหลายพันปีก่อน ... ส่วน "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) คือ "บทคัดย่อ" ของ "แผนที่ทางดาราศาสตร์" ที่ถูกบันทึกไว้บน "แผนผังวงกลม ขนาดพกพา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคำนวณ "ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ" อันสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของตำแหน่งวงโคจรของโลกและดวงดาวที่อยู่รายรอบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตในด้านกสิกรรม และเกษตรกรรมต่างๆ จนกระทั่งได้รับการพัฒนาต่อยอดให้กลายมาเป็นทฤษฎีด้าน "ภูมิพยากรณ์" หรือ "ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย" ในเวลาต่อมานั่นเอง

หลักวิชาทางด้านดาราศาสตร์ของชาวจีน ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาจากการเฝ้าสังเกตล้วนๆ เมื่อหลายพันปีก่อนนั้น ยังคงได้รับการปรับปรุง-แก้ไข-เพิ่มเติม อย่างต่อเนื่องในอีกหลายร้อยปีต่อมาในยุคของราชวงศ์ต่างๆ ซึ่ง "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) อันเป็นต้นแบบดั้งเดิม ก็ได้รับการปรับปรุง-แก้ไข-เพิ่มเติม ไปตาม "ข้อมูล" ใหม่ๆ ที่ถูกค้นพบโดย "การเฝ้าสังเกต" ของ "สำนักคิด" ต่างๆ มาโดยตลอดเช่นกัน การย่นย่อ "ตารางคำนวณทางดาราศาสตร์" อันสลับซับซ้อนทั้งระบบ ให้สามารถบรรจุไว้ใน "แผนผังวงกลม" ที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินกว่าจะพกพาได้นั้น จึงเต็มไปด้วย "เครื่องหมาย" และ "คำรหัส" จำนวนมาก โดยแต่ละ "สำนักคิด" ก็ได้คิดค้น "สูตรคำนวณ" และ "คำรหัส" เฉพาะตนขึ้นมาใช้งานอย่างหลากหลาย ... ซึ่งหากจะรวบรวม "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) ที่ออกแบบไว้โดย "สำนักคิด" ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันจริงๆ จำนวนชั้นของแผนผังวงกลมที่จะต้องนำมาเรียงซ้อนกัน ก็น่าจะมีจำนวนถึงหลายสิบชั้นเลยทีเดียว !!?! ... 😲

การศึกษา "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) จึงเป็นอะไรที่น่าสนุก เพราะแม้ว่ามันจะมี "สูตรสำเร็จ" ของ "สำนักคิด" ต่างๆ ที่ได้กำหนดเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากมันไม่เคยมี "สูตรที่ตายตัว" อย่างแท้จริงของ "จำนวนชั้น" ที่จะนำมาเรียงซ้อนกัน รวมทั้งเรายังสามารถนำเอา "ตารางข้อมูล" อื่นๆ ที่มีลักษณะเรียงต่อกันเป็น "วัฏจักร" มาผสมผสานเข้าไปได้อย่างอิสระ เพื่อที่จะสร้าง "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) ที่มี "ความเฉพาะตัว" ต่อการพกพาไปใช้งานของเราเองได้ด้วย ยิ่งถ้าได้ผสมผสานกับเทคโนโลยีของการจัดการกับรูปภาพต่างๆ ในยุคสมัยปัจจุบันด้วยแล้ว "หล่อแก" หรือ 羅盤 (luó pán, ลั๋วพั๋น) แบบ digital ก็คงจะดูมีเสน่ห์ที่น่าหลงไหลมากกว่าเดิม ... อีกเยอะเลย !! ... 😏

 

 

The Future of (Almost) Everything

29/7/2016

Book Title: The Future of (Almost) Everything
Author(s): Patrick Dixon
Format: Paperback, 352 pages
Publisher: Profile Books; May 10, 2016
Language: English
ISBN-10: 1781254974
ISBN-13: 978-1781254974
Product Dimensions: 5 x 1.2 x 7.7 inches

 

มันเป็นหนังสือเบามือสำหรับไว้ถืออ่านให้หนักๆ สมองครับ ... นี่ไม่ใช่หนังสือที่ทำนายโลกอนาคตแบบ "นอสตาดามุส" หรือเล่าเรื่องเพ้อฝันถึงโลกอนาคตข้างหน้าอีกหลายๆ ร้อยปีแบบนิยายวิทยาศาสตร์ ... แต่ Patrick Dixon เลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวที่ห่างจากปีปัจจุบันไปเพียงไม่เกิน 10-20 เท่านั้น ซึ่งหลายๆ เรื่องก็มีข่าวคราวให้พอเดาทางกันได้อยู่แล้วแหละ แต่พอเอาทุกๆ เรื่องมาเล่ารวมๆ กันจนเห็นภาพรวมของอนาคตอันใกล้นี้แล้ว มันทำให้ดูเหมือนว่า พวกเราควรจะมีเรื่องราวให้ต้องคิด และต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้ามากมายจนน่าตกใจจริงๆ ... 😲

ผมไม่คิดว่าเราควรจะ "ตั้งคำถาม" ประเภทที่ "ชวนให้ชอบ" หรือ "ชวนให้ชัง" สำหรับอนาคตอันใกล้ที่ทุกอย่างคงจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ อยู่แล้ว แต่เราควรจะ "ตั้งสติ" แล้วถามตัวเองหลายๆ ครั้งเลยว่า ... "เรามีความพร้อมแค่ไหนกับโลกอนาคตที่กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาแล้วอย่างจริงจังตั้งแต่ในเวลานี้ ??!!"

ผมมองว่า วิธีการนำเสนอที่ Patrick Dixon เลือกใช้กับหนังสือของเขาก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดีเหมือนกัน โดยเขายังคงใช้การแบ่งเรื่องราวของอนาคตออกเป็น 6 ด้านเหมือนกับในหนังสือเรื่อง Futurewise ที่เขาเคยเขียนไว้เองเมื่อปี 2007 ตามตัวสะกดในคำว่า FUTURE คือ Fast ; Urban ; Tribal ; Universal ; Radical ; และ Ethical ... เพื่อที่จะบรรยายความเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมในอนาคตของแต่ละด้านอย่างมีกรอบกำหนดที่ชัดเจนลงไป ... เพียงแต่ว่า ... การที่เรื่องราวทั้งหลายมันดูยุ่งเหยิงวุ่นวาย จนหลายคนจับต้นชนปลายแทบไม่ถูกเลยนั้น ก็เป็นเพราะว่า ทั้ง 6 ด้านของอนาคตที่เขาหยิบยกขึ้นมานี้ มันไม่ได้แยกขาดออกจากกันเหมือนกับบทของหนังสือ แต่พวกมันมีความเชื่อมโยงถึงกันและกันอย่างแยกไม่ออกราวกับเป็น "แต่ละด้านของลูกเต๋า" ที่ล้วนเป็นส่วนประกอบของกันและกันตลอดเวลา ... โดย "พลัง" ที่จะเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียวของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายใน "แต่ละด้านของลูกเต๋าแห่งอนาคต" ลูกนี้ก็คือ EMOTION หรือ "อารมณ์ของคน" เท่านั้น ... !! ... 😲

บางที การที่ชนชาติตะวันตกหลายๆ ชนชาติ เริ่มหันมาให้ความสนใจศึกษาศาสนา ตลอดจนแนวคิด-แนวปฏิบัติแบบชนชาติตะวันออกมากขึ้นนั้น อาจจะไม่ใช่เพราะ "วิถีคิด" แบบชนชาติตะวันออก มีอะไรที่ดีกว่า หรือเหนือกว่า "วิถีคิด" ดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาในดินแดนของพวกเขาเลยก็ได้ แต่อาจจะเป็นเพราะ "การศึกษาด้านใน" อันเป็นแก่นแกนหลักของลัทธิความเชื่อทั้งหลายของชนชาติตะวันออกนั้น มีความสอดคล้องกับแนวทางที่พวกเขาอยากจะศึกษา "พัฒนาการทางความคิด" และ "ธรรมชาติทางอารมณ์" ของมนุษย์ให้มีความกระจ่างมากขึ้นเท่านั้นเอง ... ความแตกต่างกันเพียงประการเดียวของการหันมาศึกษา "วิถีแห่งจิต" ก็คงจะอยู่ที่ว่า ... ชนชาติตะวันออก "คงจะ" มุ่งศึกษาเพื่อพัฒนาตนไปสู่ความสงบเย็นของจิตใจ ตาม "วัฒนธรรมทางความเชื่อ" ของชนชาติตนต่อไป ... ในขณะที่ชนชาติตะวันตก "อาจจะ" มุ่งศึกษาเพื่อพัฒนาไปสู่ "พลังแห่งการขับเคลื่อนโลกอนาคต" ที่พวกเขาจะเป็นผู้กำหนดทิศทางโดยการ "จูงอารมณ์" ให้คนทั้งโลก "อยากจะคล้อยตาม" ความต้องการของพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่ยอมถึง "นิพพาน" ซักที ?!?!?! ...

 

 

Black Box Thinking

Marginal Gains and the Secret of High Performance | 7/7/2016
Book Title: Black Box Thinking : Marginal Gains and the Secret of High Performance
Author(s): Matthew Syed
Format: Paperback
Publisher: John Murray Publishers Ltd.
Language: English
ISBN-10: 1473613809
ISBN-13: 978-1473613805
Product Dimensions: 6.5 x 0.9 x 7.8 inches

ผม "น่าจะ" ซื้อหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะ "ชื่อ" ที่มันถูกใช้ ประกอบกับ "น่าจะรู้สึกว่า" ผู้เขียนคงต้องการเสนอแนวคิดบางอย่างที่ย้อนแย้งกับพวก "Thinking Outside The Box" หรือ "การคิดนอกกรอบ" ที่เกาะกุมสมองของผู้คนในสังคมราวกับเป็น "ไวรัสทางปัญญา" มาอย่างยาวนาน ... ซึ่งพออ่านเข้าจริงๆ มันก็คือแนวคิดแบบ "Thinking Outside The Box" นั่นแหละ ... แต่เป็นแบบฉบับของ "การคิดนอกกรอบ" อย่างที่ควรจะเป็น ... ไม่ใช่คิดแบบสะเปะสะปะ ไม่ใช่คิดซี้ซั้ว หรือไม่ใช่คิดบ้าๆ บอๆ ไปตามใจตามอารมณ์ที่ไม่สมประกอบของแต่ละคน ... มันคือ "การคิดนอกกรอบ" ที่ "ไม่สติเฟื่อง" เหมือนอย่างพวก "โอเวอร์ลิเบอรัล" (Over-Liberal) ทั้งหลายเขาพยายามจะ "เสี้ยมสอน" กัน ... เพราะคำว่า Box ในความหมายที่ควรจะเป็นของแนวคิดประเภทนี้ก็คือ "กบาลของคนคิด" นั่นเอง !!

สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะกวนใจผมอยู่สักหน่อยสำหรับหนังสือเล่มนี้ก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับ "การตรวจสอบ" หรือ "การตรวจพิสูจน์" ที่ใช้พื้นที่ของหนังสือไปเยอะมาก (ตาม "ความรู้สึก" ของผมเองนะ !!) เพราะว่าโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยจะนิยมชมชอบเรื่องของ "การตรวจสอบ" ซักเท่าไหร่ ถึงแม้ผมเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า "การตรวจสอบ" หรือ "การตรวจพิสูจน์" นั้นเป็น "เรื่องจำเป็น" ... ซึ่ง ... "เรื่องจำเป็น" ก็ต้อง "ตรวจเท่าที่จำเป็น" เท่านั้น ... ไม่ใช่ตรวจมันตะพึดตะพือไปทุกเม็ดทุกรายละเอียดอย่างไร้สาระไปวันๆ เหมือนอย่างนักบัญชีส่วนใหญ่ หรือกรมสรรพากร ที่ "จุกจิกหยุมหยิม" กับการตรวจสอบเอกสารที่คัดลอกซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้งลงในแบบฟอร์มที่ไม่เหมือนกันหลายๆ แบบ แล้วเอามา "ตรวจพิสูจน์อย่างเสียสติ" ว่า ผลรวมของสิ่งที่คัดลอกมาทั้งหมดนั้น ยังคงเหมือนเดิมทุกๆ ครั้งรึเปล่า ?!!?!!

ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่า แนวคิดในหนังสือ Black Box Thinking ของ Matthew Syed นั้น ค่อนข้างที่เน้นไปในประเด็น "การสำรวจทุกรายละเอียด" แล้วก็ยังเป็น "การสำรวจอย่างเข้มข้น" ด้วยอีกต่างหาก ?! ... เพียงแต่ว่า ... มันเป็น "ความละเอียด" กับ "ความเข้มข้น" ในระดับของ "การพัฒนา" ... ไม่ใช่ระดับ "หยุมหยิมปัญญาอ่อน" แบบกรมสรรพากร ที่ไม่เคยก่อเกิดพัฒนาการใดๆ ขึ้นมาอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเลย !!! เพราะในขณะที่ "กล่องดำ" น่าจะเป็นแบบจำลองที่ดีของ "การสำรวจตรวจสอบทุกๆ แง่มุมของกระบวนการปฏิบัติงานอย่างละเอียดยิบ" ... แต่มันก็ยังเป็นแบบจำลองที่ดีของการ "การประมวลข้อมูลเพื่อการตรวจสอบทั้งหมด" ไว้ใน "อุปกรณ์ที่เรียบง่ายที่สุด" เพียงชิ้นเดียว แต่สามารถโยงใยผลของการตรวจสอบไปสู่ทุกๆ ประเด็นของการปฏิบัติงาน, ทุกๆ รายละเอียดของกระบวนการอย่างรอบด้าน โดยไม่ต้องกระจายการจัดเก็บข้อมูลออกไปหลายๆ ที่, หลายๆ จุด, หลายๆ รูปแบบ, เหมือนอย่างที่ "นักวิชาการปัญญาอ่อน" ของกรมสรรพากร หรือของหน่วยงานราชการทั้งหลายเขาทำกันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ... กระบวนการทำงานที่สลับซับซ้อน และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ซ้ำซากหยุมหยิม ย่อมสะท้อนถึง "ความสิ้นคิด" ของผู้ที่ออกแบบกระบวนการทำงานเหล่านั้นเอง ซึ่งไม่เคยเข้าใจใน "ภาพรวมของกระบวนการทำงาน" ที่เป็นจริงเลยแม้แต่น้อย !!!?!??

แม้ว่าหนังสือ Black Box Thinking ของ Matthew Syed จะเปิดประเด็นด้วยแบบจำลองของ "กล่องดำ" อันเป็นหัวใจหลักของกระบวนการพัฒนาระบบความปลอดภัยในโลกของวิศวกรรมการบิน ... ซึ่งบางครั้งถึงกับล้วงลึกลงไปถึงการจัดวางตำแหน่งของสวิทช์ต่างๆ ในห้องนักบิน รวมถึงขนาด รูปร่าง และสีสัน ของปุ่มต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดในขณะบังคับการบินด้วยซ้ำ ... ถ้าเทียบกับ "การเพิสูจน์อักษร" ในโลกของการพิมพ์ ก็คงจะประมาณว่า จะต้องมีการตรวจทุกตัวสะกด ตลอดจนเครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ ที่จะต้องพิจารณาถึงการขึ้นบรรทัดใหม่ หรือการแยกเรื่อง แยกบท หรือแยกย่อหน้าออกจากกัน ฯลฯ นั่นเลยทีเดียว ... ยุบยิบมากๆ ... แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ "กระบวนการสำรวจพิสูจน์อย่างเป็นระบบ" ดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างที่ควรจะเป็นก็คือ ... "ความเชื่อในกบาล" ของ "คน" เท่านั้น !!?!

  • ใครก็ตามที่ "เชื่อว่า" ตนคือ "บุคคลสมบูรณ์แบบ" ที่จะไม่มีวันทำสิ่งใดๆ ผิดพลาดได้เลยในชีวิต ย่อมไม่พัฒนาตนเอง
  • ใครก็ตามที่ "เชื่อว่า" ตนได้ "ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังความสามารถ" แล้ว ย่อมไม่พัฒนาตนเอง
  • ใครก็ตามที่ "เชื่อว่า" ตนได้บรรลุถึง "ปลายสุดแห่งศักยภาพของตน" แล้ว ย่อมไม่พัฒนาตนเอง
  • ใครก็ตามที่ "เชื่อว่า" ผู้คนทั้งหลายในโลกนี้ล้วน "ด้อยกว่าตน" ย่อมปิดกั้นตัวเองจากทุกๆ ความคิดเห็นที่ผิดแปลกแตกต่าง
  • ใครก็ตามที่ "เชื่อว่า" ศักยภาพของตน คือเรื่องของ "โชคชะตาฟ้าลิขิต" ย่อมปฏิเสธการเรียนรู้ใดๆ ในชีวิตส่วนที่เหลือ
  • ใครก็ตามที่ "เชื่อว่า" ความไม่สมประกอบของผลงานใดๆ ล้วน "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน" ย่อมปฏิเสธโอกาสของการเรียนรู้
  • ฯลฯ

การ "เชื่อว่า" ทุกสรรพสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้ ทุกสรรพสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เคยเป็นหลักประกันว่าสิ่งนั้นๆ จะต้องเกิดขึ้นได้จริง หรือสิ่งนั้นๆ จะต้องเปลี่ยนแปลงได้จริงอย่างที่ "เชื่อ" เสมอไป ... แต่การ "เชื่อว่า" ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปไม่ได้ ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นหลักประกันว่า ไอ้เวรที่ "เชื่อ" อย่างนั้น จะไม่ยอมเรียนรู้ใดๆ เพื่อพัฒนาตนเองอีกเลยในชีวิตส่วนที่เหลือของมัน ...

"กล่องดำ" ที่ไม่เคยถูก "เปิดออก" เพื่อ "การสำรวจตรวจสอบ" อย่างเหมาะสม ย่อมไม่ก่อเกิดประโยชน์ใดๆ ให้กับ "การเรียนรู้" และ "การพัฒนา" ในระบบทางวิศวกรรมการบินฉันใด ... "สมอง" ที่ "ดักดาน" อยู่กับ "ความเชื่อ" โดยไม่เคยได้รับ "การสำรวจพิสูจน์" ใดๆ ย่อมต่างจาก "ลำไส้ใหญ่" เพียงแค่ตำแหน่งแห่งที่ของมันในร่างกายของมนุษย์ ... ฉันนั้น !!

 

 

อย่าสู่รู้ (Not Knowing)

The Art of Turning Uncertainty into Opportunity | 11/1/2016


Book Title: Not Knowing : The Art of Turning Uncertainty into Opportunity

Author(s): Steven D'Souza & Diana Renner
Format: Paperback, 224 pages
Publisher: LID Publishing Inc. (June 9, 2014)
Language: English
ISBN-10: 1907794484
ISBN-13: 9781907794483
Product Dimensions: 5.5 x 0.6 x 8.5 inches

 

ไม่ได้เล่าหนังสือมานานมาก ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพราะไม่ค่อยพบเห็นหนังสือที่ "น่าสนใจ" ซักเท่าไหร่ในระยะหลังๆ มานี้ แต่สาเหตุหลักๆ ก็น่าจะเพราะเวลาในการอ่านเริ่มน้อยลง แล้วเวลาที่จะเรียบเรียงคำพูดเพื่อบอกเล่าประเด็นที่พบเห็นในหนังสือแต่ละเล่มก็ยิ่งน้อยลงไปกันใหญ่ ... สรุปว่า ... ยังหยิบยังจับหนังสือหลายเล่มมาอ่านอยู่เป็นประจำ แต่ไม่มีเวลาเรียบเรียงความคิดของตัวเองออกมาเป็นคำเขียนซะมากกว่า ...

สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน หรือใช้เวลากับการอ่านบทความสั้นๆ มากกว่าการอ่านหนังสือเล่ม หนังสือเรื่อง Not Knowing ของ Steven D'Souza กับ Diana Renner น่าจะพอตอบโจทย์เรื่องเวลาแบบนี้ได้อยู่ ... แต่ถ้าไม่มี "นิสัยรักการอ่าน" อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมอยากแนะนำให้เริ่มจาก "การดัดสันดานตัวเอง" ก่อน หรือไม่งั้นก็ไม่ต้องไปสนใจมันเลยแล้วกัน ... 😃

ผู้เขียน Not Knowing เลือกใช้กลวิธีในการลำดับเรื่องเป็นท่อนสั้นๆ โดยจัดให้เริ่มหน้าใหม่สำหรับแต่ละหัวข้อ แทนที่จะเรียงเป็นหัวข้อย่อยๆ ในแต่ละบทเหมือนหนังสือทั่วๆ ไป ซึ่งแต่ละหัวข้อก็แทบจะแยกต่างหากจากกันเป็นเอกเทศ ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อเนื่องกันทั้งเล่มก็ได้ พอใจเปิดอ่านจากเรื่องไหนก็อ่านไป ไม่กี่หน้าก็จบหนึ่งหัวข้อ แล้วก็กระโดดไปหัวข้อใหม่ ... ต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่องบ้าง จะอ่านแยก อ่านรวม หรืออ่านกระโดดไปกระโดดมาได้ทั้งนั้น ... เก้าะ ... เป็นวิธีการเขียนที่น่าสนใจดีครับ ...

สำหรับชื่อหนังสือ Not Knowing เล่มนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังสืออีก 2 เล่มที่ชื่อคล้ายๆ กันคือ The Book Of Not Knowing ของ Peter Ralston ที่ผมเคยอ่านไปเมื่อหลายปีก่อน กับหนังสือเก่าแก่ในชุดของ J.Krishanmurti เรื่อง Freedom From The Known ซึ่งทั้งสองเล่มที่นึกถึงนี้ เป็นหนังสือแนว Spirituality ที่กระเดียดไปในด้านปรัชญาและศาสนามากกว่าการประกอบธุรกิจ ... แต่จะว่าไปแล้ว หนังสือกลุ่มนี้ทั้งหมดก็ล้วนแต่ชี้เป้าไปที่เรื่องเดียวกันคือ "อย่ายึดติดกับสิ่งที่ตนเคยรู้" ... คล้ายๆ กับนิทานเซ็นเรื่อง "ชาล้นถ้วย" อะไรประมาณนั้น ... แต่ถ้าจะให้ผมแปลชื่อหนังสือ Not Knowing ให้เป็นภาษาไทยจริงๆ ผมคงจะเลือกแปลมันว่า "อย่าสู่รู้" ซะมากกว่า เพราะดูจะตรงประเด็นกับเนื้อหาของหนังสือมากที่สุดแล้ว ... 😂

เรื่องของเรื่องก็คือ บ่อยครั้งในโลกของการทำงานนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะ "แสดงตนว่ารู้" ในบางเรื่องราวจนไม่คิดที่ค้นหาคำตอบที่แตกต่างใดๆ อีกเลย ซึ่งไอ้ประเภท "มั่นใจในภูมิรู้ของตนอย่างล้นเหลือ" จนไม่ยอมรับรู้เรื่องราวที่แตกต่างไปจาก "ทัศนคติของตน" เนี่ย ... แม้แต่ตัวของเราเองก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับการยกเว้นซักเท่าไหร่หรอก ... 😄 ... เก้าะ ... ถ้าเป็น "ความรู้แบบผิดๆ" ชาวบ้านเขาก็คงจะเรียกว่า "กบในกะลา" กัน ... แต่ถ้าเป็น "ความรู้แบบถูกๆ" ผมอยากจะใช้คำว่า "ดักดานในข้อเท็จจริง" ดีกว่า ... 😄 ... โดยทั้งสองกรณีล้วนเป็นอุปสรรคต่อ "การเรียนรู้" และไม่อาจ "การสร้างสรรค์" นวัตกรรมใดๆ ให้แก่มวลมนุษยชาติเลย ... !!?!! ... แล้วก็ "อาการสู่รู้" ทั้งสองประเภทนี่แหละที่เป็นที่มาของ "โรคคิดในกรอบ" (Thinking Inside The Box) ที่ "พวกอวดรู้" ทั้งหลายพยายามส่งเสริม "พฤติกรรมแหกกฎ" ให้แก่สาธารณะ ด้วยการหยิบยก "วลีกึ่งสำเร็จรูป" ประเภท "คิดนอกกรอบ" (Thinking Outside The Box) มาเผยแพร่อย่างผิดๆ จนสังคมอุดมไปด้วยเหลวแหลกเลอะเทอะ เพราะความที่ถูกเสี้ยมสอนให้ "เชื่อ" กันว่า "กฎระเบียบต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งเหลวไหลที่ขัดขวางความเจริญของมวลมนุษยชาติ" ... ทั้งๆ ที่พวกแม่งเองนั่นแหละที่จมกะลาอยู่ในกะโหลกของตัวเอง ด้วยการปฏิเสธกฎระเบียบทุกอย่างของโลกภายนอก แล้วเอาแต่อวดอ้าง "ความมีสิทธิส่วนบุคคล" จนปฏิบัติต่อสังคมราวกับโลกทั้งโลกคือ "ที่รโหฐานในกบาลของตัวเอง" อย่างไร้รากไปวันๆ เท่านั้น ... !!!!?!?!?

ความจริงแล้ว The Box ที่ "ครอบงำความคิด" ของพวกเราจน "ติดกรอบ" อยู่นั้นก็คือ "ความคิดของเราเอง" ... มันคือ "ความคิด" หรือ "ความเชื่อ" ที่ว่า "เรารู้แล้ว" หรือ เรามีคำตอบอยู่แล้ว" ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางสมองที่ "บดบังการเรียนรู้" ของเราให้ตีบตันอยู่กับ "สิ่งที่เราเชื่อว่าเรารู้แล้ว" หรือ "สิ่งที่เรามีข้อสรุปไปแล้ว" โดยไม่ต้องค้นหาข้อเท็จจริงใดๆ อีก อันเป็นพฤติกรรมปรกติของสมองมนุษย์ที่พยายามปกป้องตนเองจาก "ความไม่รู้" เพื่อหลีกเลี่ยง "ความไม่แน่นอน" ที่สมองยังไม่สามารถประมวลเข้าเป็นหมวดหมู่เพื่อ "การยึดเกาะ" ใดๆ ... ความหมายที่แท้จริงของ "ความนอกกรอบ" หรือ Outside The Box ก็คือ การก้าวให้พ้นจาก "ความสู่รู้ของตัวเอง" ... ประเด็นหลักๆ ที่ Steven D'Souza กับ Diana Renner นำเสนอไว้ในหนังสือ Not Knowing ของพวกเขาก็คือประเด็นนี้ ... ส่วนไอ้ประเภทที่แหกปากโวยวายเพื่อที่จะกล่าวหาว่า สังคมเต็มไปด้วยกฎระเบียบอันเหลวไหลที่ขัดขวางความไม่งอกงามทางความคิดของตัวเองนั้น คือพวกที่ "ไม่มีความรับผิดชอบ" และ "ขี้ขลาด" จนไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับว่า "บาปแห่งความโง่ของตัวเอง" นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครหน้าไหน หรือสถาบันใดต้องมามีส่วนในการรับผิดชอบเลย ... ซักนิดเดียว !!!!?!?! ... ซึ่งประเด็นที่ระบายคำแรงๆ เนี่ย ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือละ ... กูเอง !! ... 😄

 

 

เรื่องไร้สาระ ?!

14/10/2015

บังเอิญว่ามีโอกาสไปเยือนประเทศไต้หวันเป็นครั้งที่สองในรอบปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจุดประสงค์หลักจะไม่ใช่การไปเที่ยว แต่ไฮไลท์ยามว่างของทั้งสองครั้งก็คือ การได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน (Taiwan National Palace Museum) หรือที่รู้จักกันในนามว่า "กู้กง" (故宫) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับ "พระราชวังต้องห้าม" (The Forbidden City) ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจาก "พิพิธภัณฑ์กู้กง" คือสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณล้ำค่า ที่อดีตกองทัพ "ก๊กมินตั๋ง" ขนย้ายออกมาจาก "พระราชวังต้องห้าม" ในช่วงสงครามกลางเมือง ซึ่งถือเป็นการขนย้ายสมบัติล้ำค่าครั้งมโหฬารที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะ "พิพิธภัณฑ์กู้กง" แห่งนี้ สามารถจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ ด้วยการสับเปลี่ยนหมนุเวียนกันทุกๆ 3-4 เดือนมาตลอดระยะเวลาเกือบร้อยปีโดยไม่ซ้ำชิ้นกันเลย !!! ... การมาเยือน "พิพิธภัณฑ์กู้กง" ทั้งสองครั้งในรอบปีเดียวกัน จึงมีโอกาสที่จะได้ดื่มด่ำกับความอลังการของโบราณวัตถุที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ...

จะว่าไปแล้ว ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเยือนทั้งสองครั้งของผมไม่เหมือนกันเลยก็คือ "เวลา" โดยครั้งแรกเป็นการเยือนแบบเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งแทบจะต้องเดินวนไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่หัวหน้าคณะเป็นผู้กำหนด และมีเวลาพินิจพิจารณาวัตถุโบราณแต่ละชิ้นอย่างค่อนข้างจำกัดมากๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมกลุ่มอื่นๆ (ซึ่งเยอะมากในแต่ละวัน) ได้มีโอกาสเข้าชมวัตถุโบราณแต่ละชิ้นอย่างทั่วถึง ในขณะที่การเยือนครั้งที่สองนี้แทบจะเป็นการเยือนแบบส่วนตัวจริงๆ จึงสามารถอ้อยอิ่งอยู่กับวัตถุโบราณแต่ละชิ้นได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งคณะเล็กๆ ของพวกเราก็ไม่มีโปรแกรมอื่นใดมาเร่งเร้าให้ต้องรีบออกจากพิพิธภัณฑ์ เราจึงสามารถเอ้อระเหยอยู่กับโบราณวัตถุเหล่านั้นได้อย่างหนำใจพอสมควร ... หนำใจจนเกิดความคิดพิลึกพิลั่นขึ้นมาว่า ... อารยธรรมทางวัตถุเหล่านี้มันช่างไร้สาระจริงๆ ... รึเปล่า ??!! ... 😃

ในแง่หนึ่ง เราอาจจะมองว่า ผลงานหัตถกรรมอันวิจิตรบรรจงเหล่านั้น มันช่างละเอียดประณีต และงดงามอย่างยากจะหาวัตถุอื่นใดในยุคสมัยปัจจุบันไปเทียบได้เลย แต่เมื่อย้อนพิจารณาอีกแง่หนึ่งที่ว่า งานหัตถกรรมอันวิจิตรพิสดารเหล่านั้น ล้วนถูกประดิษฐ์ประดอยขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์เมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน ซึ่งปราศจากเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยเยี่ยงในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ ผมก็แทบนึกไม่ออกเลยว่า ผู้คนในสมัยนั้นช่างมีเวลาของชีวิตที่มากมายเหลือเฟือขนาดไหนกันแน่ พวกเขาจึงสามารถเอาเวลามาตกแต่งประดับประดาภาชนะต่างๆ ซะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ "สารัตถะของชีวิต" เลยซักนิดเดียว ?!?! ... "ทำไปทำไมวะ ??!!" ??!!??!! ... ยิ่งเมื่อเห็นงานประดิษฐ์องค์พระพุทธรูปทั้งองค์เล็กองค์ใหญ่ที่เรียงรายในตู้แสดงของพิพิธภัณฑ์ด้วยแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกสงสัยขึ้นมาว่า ... "ไหนบอกพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายไง ?!" ... "นี่มันอะไรของมันวะเนี่ย ?!" ... ถ้าในแง่หนึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "อารยธรรม" ... เราจะเรียกมันว่า "สิ่งไร้สาระ" เมื่อพิจารณาในแง่ของ "สารัตถะของชีวิต" ได้ด้วยมั้ย ?!! ... หรือ "อารยธรรม" ทั้งหลายแหล่ในโลกนี้ ล้วนมิใช่เต็มไปด้วยการประดิษฐ์ประดอยสิ่งที่ "เกินความจำเป็น" เข้าไปในเนื้อหาที่ใช้ได้ดีอยู่แล้วตามปรกติ ??!! ... งั้น "อารยธรรม" ก็คือ "สิ่งมิใช่สาระ" งั้นสิ ??!!

เมื่อย้อนกลับมานึกถึง "การต่อสู้กันทางความคิด" ของบรรดา "สาวกพุทธแท้" กับเหล่า "เดียรถีย์พุทธแต่เปลือก" ที่ถ่มถุยกันไปมาจนว่อนอินเทอร์เน็ตมาได้ระยะหนึ่งของสังคมไทย ผมก็ยังนึกสงสัยอยู่ว่า เก้าะถ้าหากบรรดา "สาวกพุทธแท้" ตั้งแต่ยุคหลังพุทธกาลเป็นต้นมา ไม่เกิดกระบวนการแตกหน่อแตกกอแตกแถวออกมาสร้างถาวรวัตถุให้ใหญ่โตโอฬารจนกลายเป็น "อารยธรรมชาวพุทธ" โดยบรรดา "สาวกพุทธแท้" ทั้งหลาย เอาแต่ท่องบ่นคัมภีร์ แล้วก็พิจารณาตีความกันไปวันๆ ว่า ... ไอ้นั่นทุกข์หนอ ... ไอ้นี่อนิจจาหนอ ... ไอ้โน่นอนัตตาหนอ ... ฯลฯ ... พวกเราจะมีโอกาสได้เห็น "ความเจริญรุ่งเรือง" ของศาสนาพุทธในอีกกว่าสองพันปีมานี้มั้ย ??! ... เรายังจะเหลือร่องรอยอะไรทางประวัติศาสตร์ให้สืบค้นย้อนกลับไปถึงคำสอนอันเป็น "แก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนา" ได้อีกรึเปล่า ??!! ... ศาสนาพุทธน่าจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตั้งนานมาแล้ว โดยที่ไม่ต้องมีใครต่อใครมานั่งถ่มถุยกันว่า ของใคร "แท้กว่า" ของใครอยู่อย่างนี้ ... รึปเล่า ??!!

ณ วันนั้นที่บรรพบุรุษของชนชาติต่างๆ เขาประดิษฐ์ประดอยงานศิลปะหัตถกรรมขึ้นมาบำรุงบำเรอ "อารมณ์อันสุนทรียะ" ของพวกเขา พวกเขาคิดถึงคำว่า "อารยธรรม" มากแค่ไหน ?! ... พวกเขาคิดไว้ก่อนรึเปล่าว่า วันหนึ่งข้างหน้าในอีกหลายร้อยหลายพันปี อนุชนรุ่นหลังของพวกเขา จะพินิจพิจารณาผลงานของพวกเขาอย่างชื่นชมด้วยความดื่มด่ำในสุนทรียะเฉกเช่นเดียวกับพวกเขาในวันที่เริ่มลงมือประดิษฐ์ประดอยผลงานเหล่านั้นขึ้นมา ??!! ... หรือเจ้าพวกเด็ก "ไร้อารมณ์สุนทรียะ" ในศตวรรษต่อๆ มา จะมองว่าพวกเขานั้นบ้าบอไร้สาระ ไม่รู้จักใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เพื่อจะเข้าถึง "สารัตถะแห่งชีวิต" อย่างที่ควรจะเป็น ??!!

จงอย่า "ตัดสิน" ว่าอะไร "ดีกว่า" อะไร ... เพราะเมื่อใดก็ตามที่ "เรา" ตัดสิน ไม่ว่าจะด้วย "มาตรฐานทางความคิด" แบบใด ... "ตัวเรา" นั่นแหละที่เข้าไปสอดแทรกอยู่ใน "กระบวนการตัดสิน" นั้นๆ เสมอ !! ... ใหญ่มาจากไหนไม่ทราบ ... วะ ?!?!?! ... 😄

 

 

ว่าด้วย 'คู่ตรงข้าม'

13/6/2015

...

ถ้า 'น้อย' = x ; และ 'มาก' = y
ดังนั้น x จึงตรงข้ามกับ y
แล้วถ้า 'ไม่มาก' = z ; ซึ่ง 'ไม่มาก' เป็นนิเสธของ 'มาก'
ดังนั้น z จึงน่าจะ = x และตรงข้ามกับ y

แล้วถ้า 'ฉลาดน้อย' = x ; และ 'ฉลาดมาก' = y ; กับ 'ไม่ฉลาด' = z
แต่เมื่อ 'โง่' = 'ไม่ฉลาด' ; และ 'น้อย' ตรงข้ามกับ 'มาก'
z ซึ่งหมายถึง 'ไม่ฉลาด' จึง = 'โง่' แล้วก็เลยเท่ากับ 'ฉลาดน้อย' คือ x
ซึ่งทั้งคู่จะตรงข้ามกับ 'ฉลาดมาก' คือ y ...

ถ้า 'มาก' = y ; แล้ว 'มากกว่า' = Y
y ก็จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็น 'น้อย' ในเชิงเปรียบเทียบกับ Y ซึ่ง 'มากกว่า' ทันที
แต่เมื่อ y = 'ฉลาดมาก' ; Y จึงน่าจะหมายถึง 'ฉลาดมากกว่า'
และเมื่อ 'น้อย' ตรงข้ามกับ 'มาก'
คู่ตรงข้ามของ 'ฉลาดมาก' จึงมี 'ฉลาดมากกว่า' อีกตัวหนึ่งไปด้วย
แต่เพราะ 'โง่' คือ 'ไม่ฉลาด' หรือ 'ฉลาดน้อย' มันจึงไม่น่าจะเป็นตัวเดียวกับ 'ฉลาดมากกว่า' ทั้งๆ ที่มันตรงข้ามกับ 'ฉลาดมาก' เหมือนกัน
...

ถ้าอย่างนั้น ความเป็นจริงของโลกมันจึงไม่ใช่มีเพียง 2 ขั้วเปรียบเทียบอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ ... เสมอ ... มั้ง ??!! ...

 

 

Talk Like TED

12/6/2015

เดิมทีก็ว่าจะ "ย้อนกลับไป" ซื้อหนังสือเล่มนี้ที่เป็นฉบับภาษาอังกฤษซะหน่อย ซึ่งที่ผมใช้คำว่า "ย้อนกลับไป" ก็เพราะว่า ผมเห็นมันวางหราอยู่ในร้านหนังสือมาพักใหญ่ๆ หลายรอบแล้วแหละ แต่ไม่ได้มีกะจิตกะใจที่อยากจะซื้อมันมาก่อนเลย ... ซึ่งสุดท้ายก็ยังคงไม่ได้ซื้อฉบับภาษาอังกฤษอยู่ดี เพราะดันไปคว้าฉบับแปลไทยมาอ่านแทน เนื่องจากถูกสตางค์กว่าเยอะ ... 😄

จะว่าไปผมก็เคยผ่านหูผ่านตาเจ้า TED Talk มาได้ระยะหนึ่งแล้วล่ะ หลายๆ เรื่องที่เขานำเสนอกันไว้ก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่บางเรื่องก็น่าจะไกลจากวิถีชีวิตปรกติของตัวเองจนไม่ว่างจะไปสนใจมันซักเท่าไหร่ แต่โดยภาพรวมของ TED Talk ก็ต้องถือว่า เป็นรูปแบบของกิจกรรมที่น่าสนใจ, น่าติดตาม, และ "น่าคิดตาม" จริงๆ ... เก้าะ ... คงจะเป็นอารมณ์ประมาณนี้แหละที่ทำให้ผม "ย้อนกลับไป" สนใจหนังสือเล่ม Talk Like TED ขึ้นมา ...

TED ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1984 โดยการริเริ่มของ Richard Saul Wurman ที่สังเกตเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงอันทรงพลังของการหลอมรวมกันอย่างลงตัวของ เทคโนโลยี (Technology), ความบันเทิง (Entertainment), และการออกแบบ (Design) ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของ TED ก็มีจุดประสงค์อยู่ที่การเผยแพร่ข้อสังเกตที่ว่านี้ ผ่านการนำเสนอตัวอย่างของ CD-ROM, E-Book, การสร้างภาพกราฟฟิค 3 มิติในแวดงวงบันเทิงของ Lucasfilm, และการนำเสนอทฤษฎีคณิตศาสตร์ของ Benoit Mandelbrot ที่สามารถจำลองสภาพพื้นผิวทางภูมิศาสตร์ด้วยคอมพิวเตอร์ได้อย่างแม่นยำ ... แต่กิจกรรมที่จัดขึ้นในในครั้งนั้นเก้าะ ... เจ๊ง !!?

6 ปีต่อมา Richard Wurman กับ Harry Marks ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน ก็ริเริ่มโครงการ TED Conference ด้วยการจัดให้เป็นกิจกรรมการประชุมประจำปี เพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่นวัตกรรมใหม่ๆ ของแวดวงเทคโนโลยี, ความบันเทิง, และการออกแบบ รวมทั้งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้, ความคิด, และความสนใจของเหล่านักคิดต่างๆ จากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์, นักปรัชญา, นักดนตรี, นักธุรกิจ, ผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณ, นักสิทธิมนุษยชน, ฯลฯ และแวดวงอื่นๆ อีกจำนวนมาก ส่งผลให้ TED กลายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของเหล่า "ผู้แสวงความอุดมปัญญา" มากขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยภาพรวมของ TED Conference ในเวลานั้น มักจะเป็นการประชุมที่มีการเชื้อเชิญบุคคลต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่า ไม่ถึงกับเป็นการประชุมที่เปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วๆ ไป ... จวบจนกระทั่งปี 2000 ที่เจ้าพ่อสื่ออย่าง Chris Anderson ได้เล็งเห็นถึงอิทธิพลทางความคิดของกิจกรรม TED ที่น่าจะมีผลในเชิงบวกต่อพัฒนาการทางสังคมในวงกว้าง เขาจึงตัดสินใจขอซื้อลิขสิทธิ์การจัดกิจกรรม TED มาจาก Richard Wurman เพื่อจะพัฒนารูปแบบของการจัดกิจกรรมให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Sapling Foundation ซึ่งมี Chris Anderson เป็นผู้บริหารจัดการ ...

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กิจกรรม TED Talk ก็ได้รับการเผยแพร่ออกไปในวงกว้างมากขึ้น และกลายเป็นเวทีสำคัญเวทีหนึ่ง ที่บรรดานักคิด และนักกิจกรรมทั้งหลาย สามารถใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้, ความคิด, และแรงบันดาลใจของพวกเขาต่อสาธารณะชนในวงกว้าง ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในยุคที่สามารถแทรกซึมเข้าไปแทบจะทุกซอกทุกมุมของสังคม ประกอบกับการเปิดให้ผู้ที่มีความสนใจทั่วไป สามารถเข้าไปร่วมแปลบทพูดต่างๆ ในไฟล์วีดีโอของ TED Talk ออกมาเป็น sub-title ไว้มากกว่า 100 ภาษา กระแสการตอบรับ TED Talk จึงยิ่งขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่มีผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์ของ TED มาแล้วกว่า 1,000,000,000 ครั้งในปี 2014 และยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตของจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สูงถึง 17 หน้าต่อวินาที ที่ยังคงเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ...

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้คนจำนวนมากมาย อยากจะเข้าไปเป็นบุคคลหนึ่งในวีดีโอที่เผยแพร่โดย TED เพราะมันหมายถึงโอกาสที่แต่ละคน จะได้เผยแพร่ความคิด และความเป็นตัวตนของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนนับพันพันล้านคนทั่วโลก อันเป็นที่มาของหนังสือแนะนำ "เทคนิควิธีการพูดในที่สาธารณะให้น่าสนใจ" แบบ TED Talk ที่ต่างก็ทะยอยกันจัดพิมพ์ออกมาสนองความต้องการของผู้ที่สนใจแล้วหลายเล่มด้วยกัน ... ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหนังสือ Talk Like TED เล่มนี้ด้วยนั่นเอง ... 😏

 

 

อ่านแล้วเล่าใหม่ (ไม่) เอาเรื่อง

8/6/2015

 

ด้วยเหตุที่การตั้งชื่อ และการออกแบบปกของหนังสือ 3 ทั้งเล่มนี้ ค่อนข้างจะมีรูปแบบที่ละม้ายคล้ายคลึงกันพอสมควร ผมก็เลยเหมาๆ เอาเองว่า ทาง "สำนักพิมพ์อ่าน" คงจะมีเจตนาให้พวกมันเป็นหนังสือใน series เดียวกัน ... เก้าะ ... เลยตัดสินใจกวาดมาเก็บไว้อ่านทั้ง 3 เล่มนั่นแหละ แม้ว่ามันจะไม่ใช่แนวหนังสือที่ผมมักจะหยิบขึ้นอ่านเป็นกิจวัตรของตัวเองซักเท่าไหร่ก็ตาม ... 😁

จะว่าไปแล้ว ผมเป็นคนที่อ่านงานเขียนประเภท "วรรณกรรม" ไม่ค่อยจะมากนัก ซึ่งก็คงเพราะความขี้เกียจของตัวเองที่ไม่นิยม "ตีความเอาเอง" จาก "จินตนาการ" ของคนอื่นๆ แม้ว่าจะมีนักวิชาการบางสำนักที่พยายามจะยืนยันว่า การบอกเล่า "ข้อคิด" บางอย่างด้วย "เรื่องเล่า" นั้น จะสามารถสื่อความนัยของ "แง่คิด" หนึ่งๆ ได้ลึกซึ้งกว่าการบอกกล่าวกันด้วยเนื้อความที่ตรงไปตรงมา ... ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า หลายๆ สิ่งที่เรา "ตีความกันเอาเอง" นั้น มันอาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปจากความหมายดั้งเดิมที่ "ผู้สื่อ" ต้องการจะส่งสารให้กับ "ผู้รับ" ก็ได้ เพราะโดยพื้นเพของความรู้ ความคิด และระดับของจินตนาการ กับช่องว่างของช่วงเวลาที่แตกต่างกันของ "ผู้สื่อสาร" กับ "ผู้รับสาร" นั้น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้ความหมายหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปจาก "ความหมายของสารเดิม" ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เนื้อความอันเป็น "เปลือก" แห่ง "จินตนาการ" ได้ทั้งนั้น ... การเที่ยวได้ไป "ตีขลุมเอาเอง" ว่า ผู้เขียนคนนั้นต้องการจะสื่อความหมายอย่างนี้ จากเนื้อความในงานเขียนชิ้นโน้นชิ้นไหนของเขา จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะ "บ้าบอ" ในความรู้สึกของผม ... แต่การอ่าน "ความบ้าบอ" ของคนอื่นๆ นั้นเป็นคนละเรื่องคนละอารมณ์กัน ... 😄

เก้าะ ... คิดซะว่า เป็นการอ่าน "การเล่าหนังสือ" ของคนอื่นที่เขามีเวลาให้กับประเภทของหนังสือที่ตัวเองไม่ว่างอ่านเท่านั้นแหละ เผื่อว่าจะมีแง่คิดแปลกๆ ที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยให้ได้คิดเล่นสนุกๆ ขึ้นมามั่ง จะได้ไม่ "ดักดาน" อยู่กับ "วิธีคิด" ของตัวเองไปทั้งปีทั้งชาติ ... แต่ก็อย่างที่ว่าล่ะนะ ... "ข้อคิดจากหนังสือ" คงจะไม่ชัดเจนเท่ากับ "วิธีคิดของคนเล่า" ซักเท่าไหร่หรอก เพราะคนเรามักจะนำ "กรอบคิดของตัวเอง" ไปครอบลงบน "จินตนาการของคนอื่น" แล้วก็ละเมอเพ้อพกเอาเองว่า คนอื่นๆ ก็ "จินตนาการ" เหมือนกับเรา ... 😏

 

 

Zhuq! Back

28/5/2015

ย้อนกลับไปดู blog เก่าๆ ที่ตัวเองเคย upload ทิ้งๆ เอาไว้ในอินเทอร์เน็ต ประมาณว่าน่าจะเป็นเวลาร่วมๆ 10 ปีเข้าไปแล้ว ซึ่งบางชิ้นก็เป็นการ re-blog จากข้อเขียนเก่าๆ ที่ตัวเองเคยแปะเอาไว้ใน NetWare Server ของบริษัท ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังใช้งานระบบ E/Pad ที่สร้างขึ้นมาเองด้วย Batch Command บน DOS (ประมาณปี 1995) แทนที่จะยอมติดตั้งระบบ eMail อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ด้วยความที่ขี้เกียจสอน users ให้ใช้งานอะไรอย่างอื่นที่มากไปกว่า Text Editor ซึ่งมีอยู่แล้วในคอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื่องของบริษัท !!?

การย้อนกลับไปอ่านข้อคิดของตัวเองในอดีตมันก็มีอะไรที่น่าสนุกไปอีกแบบอยู่หรอกครับ แม้ว่าผมเองจะเคยมีความรู้สึกว่า ... การวกวนอยู่กับความคิดเดิมๆ ของตัวเองมากจนเกินไปนั้น อาจจะทำให้เราไม่ยอมคิดอะไรที่มันแปลกแตกต่างไปจากเดิม ... เพียงแต่บางครั้งผมก็มีอีกความรู้สึกที่แย้งกันเองว่า ... การเก็บสะสมเอาไว้เพื่อเปรียบเทียบความคิดในแต่ละช่วงของอายุตัวเองนั้น เราอาจจะได้พบเห็นบางแง่มุมของความเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ตัวเราก็อาจจะไม่ทันสังเกต ... เก้าะ ... เป็นไปได้ ...

ดังนั้น ในเมื่อผมเองก็มีความตั้งใจที่จะไม่เพิ่มเติมเนื้อหาใดๆ เข้าไปใน blogspot หรืออีกบางแห่งอยู่แล้ว ยกเว้นใน goozhuqi.info ของตัวเอง ผมก็เลยกำลังคิดว่า น่าจะนำ blog เก่าๆ เหล่านั้นมารวบรวมให้เป็น .pdf เหมือนกับ ZhuqiDOX ที่เคยรวบรวมเป็นเล่มเอกสารเอาไว้จำนวนหนึ่ง แทนที่จะปล่อยให้ "ร่องรอยทางความคิด" ของตัวเอง ต้องหายสาบสูญไปในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า เพียงเพราะพวกมันถูกทิ้งร้างห่างหายไป โดยผู้ที่ระบายพวกมันเอาไว้ซะเอง ...

ผมคงจะเรียกเอกสารชุดนี้ว่า ZhuqiPad เพื่อย้อนรำลึกถึง "จุดเริ่มต้น" ของมันจริงๆ ที่เคยออกแบบไว้ให้เป็นเพียง Electronic NotePad (E/Pad) สำหรับส่งข้อความ และทิ้งข้อคิดบางอย่างไว้ให้พนักงานทุกคนภายในบริษัทได้พิจารณากัน ก่อนที่จะถูกแปลงให้กลายเป็นสาธารณะด้วยชื่อเรียกที่ categorize ให้เป็น ZhuqiDox, ZhuqiNux, ZhuqiBook, และ ZhuqiNote ในเวลาต่อมา ...