Talk Like TED

12/6/2015

เดิมทีก็ว่าจะ "ย้อนกลับไป" ซื้อหนังสือเล่มนี้ที่เป็นฉบับภาษาอังกฤษซะหน่อย ซึ่งที่ผมใช้คำว่า "ย้อนกลับไป" ก็เพราะว่า ผมเห็นมันวางหราอยู่ในร้านหนังสือมาพักใหญ่ๆ หลายรอบแล้วแหละ แต่ไม่ได้มีกะจิตกะใจที่อยากจะซื้อมันมาก่อนเลย ... ซึ่งสุดท้ายก็ยังคงไม่ได้ซื้อฉบับภาษาอังกฤษอยู่ดี เพราะดันไปคว้าฉบับแปลไทยมาอ่านแทน เนื่องจากถูกสตางค์กว่าเยอะ ... 😄

จะว่าไปผมก็เคยผ่านหูผ่านตาเจ้า TED Talk มาได้ระยะหนึ่งแล้วล่ะ หลายๆ เรื่องที่เขานำเสนอกันไว้ก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่บางเรื่องก็น่าจะไกลจากวิถีชีวิตปรกติของตัวเองจนไม่ว่างจะไปสนใจมันซักเท่าไหร่ แต่โดยภาพรวมของ TED Talk ก็ต้องถือว่า เป็นรูปแบบของกิจกรรมที่น่าสนใจ, น่าติดตาม, และ "น่าคิดตาม" จริงๆ ... เก้าะ ... คงจะเป็นอารมณ์ประมาณนี้แหละที่ทำให้ผม "ย้อนกลับไป" สนใจหนังสือเล่ม Talk Like TED ขึ้นมา ...

TED ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1984 โดยการริเริ่มของ Richard Saul Wurman ที่สังเกตเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงอันทรงพลังของการหลอมรวมกันอย่างลงตัวของ เทคโนโลยี (Technology), ความบันเทิง (Entertainment), และการออกแบบ (Design) ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของ TED ก็มีจุดประสงค์อยู่ที่การเผยแพร่ข้อสังเกตที่ว่านี้ ผ่านการนำเสนอตัวอย่างของ CD-ROM, E-Book, การสร้างภาพกราฟฟิค 3 มิติในแวดงวงบันเทิงของ Lucasfilm, และการนำเสนอทฤษฎีคณิตศาสตร์ของ Benoit Mandelbrot ที่สามารถจำลองสภาพพื้นผิวทางภูมิศาสตร์ด้วยคอมพิวเตอร์ได้อย่างแม่นยำ ... แต่กิจกรรมที่จัดขึ้นในในครั้งนั้นเก้าะ ... เจ๊ง !!?

6 ปีต่อมา Richard Wurman กับ Harry Marks ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน ก็ริเริ่มโครงการ TED Conference ด้วยการจัดให้เป็นกิจกรรมการประชุมประจำปี เพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่นวัตกรรมใหม่ๆ ของแวดวงเทคโนโลยี, ความบันเทิง, และการออกแบบ รวมทั้งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้, ความคิด, และความสนใจของเหล่านักคิดต่างๆ จากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์, นักปรัชญา, นักดนตรี, นักธุรกิจ, ผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณ, นักสิทธิมนุษยชน, ฯลฯ และแวดวงอื่นๆ อีกจำนวนมาก ส่งผลให้ TED กลายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของเหล่า "ผู้แสวงความอุดมปัญญา" มากขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยภาพรวมของ TED Conference ในเวลานั้น มักจะเป็นการประชุมที่มีการเชื้อเชิญบุคคลต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่า ไม่ถึงกับเป็นการประชุมที่เปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วๆ ไป ... จวบจนกระทั่งปี 2000 ที่เจ้าพ่อสื่ออย่าง Chris Anderson ได้เล็งเห็นถึงอิทธิพลทางความคิดของกิจกรรม TED ที่น่าจะมีผลในเชิงบวกต่อพัฒนาการทางสังคมในวงกว้าง เขาจึงตัดสินใจขอซื้อลิขสิทธิ์การจัดกิจกรรม TED มาจาก Richard Wurman เพื่อจะพัฒนารูปแบบของการจัดกิจกรรมให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Sapling Foundation ซึ่งมี Chris Anderson เป็นผู้บริหารจัดการ ...

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กิจกรรม TED Talk ก็ได้รับการเผยแพร่ออกไปในวงกว้างมากขึ้น และกลายเป็นเวทีสำคัญเวทีหนึ่ง ที่บรรดานักคิด และนักกิจกรรมทั้งหลาย สามารถใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้, ความคิด, และแรงบันดาลใจของพวกเขาต่อสาธารณะชนในวงกว้าง ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในยุคที่สามารถแทรกซึมเข้าไปแทบจะทุกซอกทุกมุมของสังคม ประกอบกับการเปิดให้ผู้ที่มีความสนใจทั่วไป สามารถเข้าไปร่วมแปลบทพูดต่างๆ ในไฟล์วีดีโอของ TED Talk ออกมาเป็น sub-title ไว้มากกว่า 100 ภาษา กระแสการตอบรับ TED Talk จึงยิ่งขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่มีผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์ของ TED มาแล้วกว่า 1,000,000,000 ครั้งในปี 2014 และยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตของจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สูงถึง 17 หน้าต่อวินาที ที่ยังคงเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ...

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้คนจำนวนมากมาย อยากจะเข้าไปเป็นบุคคลหนึ่งในวีดีโอที่เผยแพร่โดย TED เพราะมันหมายถึงโอกาสที่แต่ละคน จะได้เผยแพร่ความคิด และความเป็นตัวตนของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนนับพันพันล้านคนทั่วโลก อันเป็นที่มาของหนังสือแนะนำ "เทคนิควิธีการพูดในที่สาธารณะให้น่าสนใจ" แบบ TED Talk ที่ต่างก็ทะยอยกันจัดพิมพ์ออกมาสนองความต้องการของผู้ที่สนใจแล้วหลายเล่มด้วยกัน ... ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหนังสือ Talk Like TED เล่มนี้ด้วยนั่นเอง ... 😏

 

 

อ่านแล้วเล่าใหม่ (ไม่) เอาเรื่อง

8/6/2015

 

ด้วยเหตุที่การตั้งชื่อ และการออกแบบปกของหนังสือ 3 ทั้งเล่มนี้ ค่อนข้างจะมีรูปแบบที่ละม้ายคล้ายคลึงกันพอสมควร ผมก็เลยเหมาๆ เอาเองว่า ทาง "สำนักพิมพ์อ่าน" คงจะมีเจตนาให้พวกมันเป็นหนังสือใน series เดียวกัน ... เก้าะ ... เลยตัดสินใจกวาดมาเก็บไว้อ่านทั้ง 3 เล่มนั่นแหละ แม้ว่ามันจะไม่ใช่แนวหนังสือที่ผมมักจะหยิบขึ้นอ่านเป็นกิจวัตรของตัวเองซักเท่าไหร่ก็ตาม ... 😁

จะว่าไปแล้ว ผมเป็นคนที่อ่านงานเขียนประเภท "วรรณกรรม" ไม่ค่อยจะมากนัก ซึ่งก็คงเพราะความขี้เกียจของตัวเองที่ไม่นิยม "ตีความเอาเอง" จาก "จินตนาการ" ของคนอื่นๆ แม้ว่าจะมีนักวิชาการบางสำนักที่พยายามจะยืนยันว่า การบอกเล่า "ข้อคิด" บางอย่างด้วย "เรื่องเล่า" นั้น จะสามารถสื่อความนัยของ "แง่คิด" หนึ่งๆ ได้ลึกซึ้งกว่าการบอกกล่าวกันด้วยเนื้อความที่ตรงไปตรงมา ... ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า หลายๆ สิ่งที่เรา "ตีความกันเอาเอง" นั้น มันอาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปจากความหมายดั้งเดิมที่ "ผู้สื่อ" ต้องการจะส่งสารให้กับ "ผู้รับ" ก็ได้ เพราะโดยพื้นเพของความรู้ ความคิด และระดับของจินตนาการ กับช่องว่างของช่วงเวลาที่แตกต่างกันของ "ผู้สื่อสาร" กับ "ผู้รับสาร" นั้น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้ความหมายหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปจาก "ความหมายของสารเดิม" ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เนื้อความอันเป็น "เปลือก" แห่ง "จินตนาการ" ได้ทั้งนั้น ... การเที่ยวได้ไป "ตีขลุมเอาเอง" ว่า ผู้เขียนคนนั้นต้องการจะสื่อความหมายอย่างนี้ จากเนื้อความในงานเขียนชิ้นโน้นชิ้นไหนของเขา จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะ "บ้าบอ" ในความรู้สึกของผม ... แต่การอ่าน "ความบ้าบอ" ของคนอื่นๆ นั้นเป็นคนละเรื่องคนละอารมณ์กัน ... 😄

เก้าะ ... คิดซะว่า เป็นการอ่าน "การเล่าหนังสือ" ของคนอื่นที่เขามีเวลาให้กับประเภทของหนังสือที่ตัวเองไม่ว่างอ่านเท่านั้นแหละ เผื่อว่าจะมีแง่คิดแปลกๆ ที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยให้ได้คิดเล่นสนุกๆ ขึ้นมามั่ง จะได้ไม่ "ดักดาน" อยู่กับ "วิธีคิด" ของตัวเองไปทั้งปีทั้งชาติ ... แต่ก็อย่างที่ว่าล่ะนะ ... "ข้อคิดจากหนังสือ" คงจะไม่ชัดเจนเท่ากับ "วิธีคิดของคนเล่า" ซักเท่าไหร่หรอก เพราะคนเรามักจะนำ "กรอบคิดของตัวเอง" ไปครอบลงบน "จินตนาการของคนอื่น" แล้วก็ละเมอเพ้อพกเอาเองว่า คนอื่นๆ ก็ "จินตนาการ" เหมือนกับเรา ... 😏

 

 

Zhuq! Back

28/5/2015

ย้อนกลับไปดู blog เก่าๆ ที่ตัวเองเคย upload ทิ้งๆ เอาไว้ในอินเทอร์เน็ต ประมาณว่าน่าจะเป็นเวลาร่วมๆ 10 ปีเข้าไปแล้ว ซึ่งบางชิ้นก็เป็นการ re-blog จากข้อเขียนเก่าๆ ที่ตัวเองเคยแปะเอาไว้ใน NetWare Server ของบริษัท ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังใช้งานระบบ E/Pad ที่สร้างขึ้นมาเองด้วย Batch Command บน DOS (ประมาณปี 1995) แทนที่จะยอมติดตั้งระบบ eMail อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ด้วยความที่ขี้เกียจสอน users ให้ใช้งานอะไรอย่างอื่นที่มากไปกว่า Text Editor ซึ่งมีอยู่แล้วในคอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื่องของบริษัท !!?

การย้อนกลับไปอ่านข้อคิดของตัวเองในอดีตมันก็มีอะไรที่น่าสนุกไปอีกแบบอยู่หรอกครับ แม้ว่าผมเองจะเคยมีความรู้สึกว่า ... การวกวนอยู่กับความคิดเดิมๆ ของตัวเองมากจนเกินไปนั้น อาจจะทำให้เราไม่ยอมคิดอะไรที่มันแปลกแตกต่างไปจากเดิม ... เพียงแต่บางครั้งผมก็มีอีกความรู้สึกที่แย้งกันเองว่า ... การเก็บสะสมเอาไว้เพื่อเปรียบเทียบความคิดในแต่ละช่วงของอายุตัวเองนั้น เราอาจจะได้พบเห็นบางแง่มุมของความเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ตัวเราก็อาจจะไม่ทันสังเกต ... เก้าะ ... เป็นไปได้ ...

ดังนั้น ในเมื่อผมเองก็มีความตั้งใจที่จะไม่เพิ่มเติมเนื้อหาใดๆ เข้าไปใน blogspot หรืออีกบางแห่งอยู่แล้ว ยกเว้นใน goozhuqi.info ของตัวเอง ผมก็เลยกำลังคิดว่า น่าจะนำ blog เก่าๆ เหล่านั้นมารวบรวมให้เป็น .pdf เหมือนกับ ZhuqiDOX ที่เคยรวบรวมเป็นเล่มเอกสารเอาไว้จำนวนหนึ่ง แทนที่จะปล่อยให้ "ร่องรอยทางความคิด" ของตัวเอง ต้องหายสาบสูญไปในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า เพียงเพราะพวกมันถูกทิ้งร้างห่างหายไป โดยผู้ที่ระบายพวกมันเอาไว้ซะเอง ...

ผมคงจะเรียกเอกสารชุดนี้ว่า ZhuqiPad เพื่อย้อนรำลึกถึง "จุดเริ่มต้น" ของมันจริงๆ ที่เคยออกแบบไว้ให้เป็นเพียง Electronic NotePad (E/Pad) สำหรับส่งข้อความ และทิ้งข้อคิดบางอย่างไว้ให้พนักงานทุกคนภายในบริษัทได้พิจารณากัน ก่อนที่จะถูกแปลงให้กลายเป็นสาธารณะด้วยชื่อเรียกที่ categorize ให้เป็น ZhuqiDox, ZhuqiNux, ZhuqiBook, และ ZhuqiNote ในเวลาต่อมา ...

 

 

Trillions

Thriving in the Emerging Information Ecology | 13/5/2015


Book Title: Trillions : Thriving in the Emerging Information Ecology

Author(s): Peter Lucas, Joe Ballay, Mickey McManus
Format: Hardcover, 252 pages
Publisher: Wiley ; First Edition ; February 25, 2012
Language: English
ISBN-10: 1118176073
ISBN-13: 9781118176078
Product Dimensions: 7.5 x 0.9 x 10.3 inches

อ่านหนังสือเล่มนี้จบไปได้พักเล็กๆ แล้วล่ะ และถึงแม้ว่าผมเองค่อนข้างที่จะคล้อยตามในหลายๆ ประเด็นที่เขานำเสนอเอาไว้ในเรื่องราวทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นของ "มาตรฐานหีบห่อของข้อมูล" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การแบ่งปัน การส่งผ่าน หรือการเข้าถึงข้อมูลโดยอุปกรณ์สื่อสารที่พัฒนาขึ้นมาอย่างหลากหลายรูปแบบในช่วงระยะหลังๆ มานี้ มีความเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะมีความคล่องตัวต่อการใช้งานบนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ และค่ายต่างๆ ของซอฟต์แวร์ที่ทวีความหลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ... น่าตื่นเต้นดีครับ และหวังว่าบรรดาเจ้าแห่งเทคโนโลยีทั้งหลาย ควรจะรีบๆ บรรลุข้อตกลงร่วมกันให้ได้เร็วๆ เพราะมันจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการปฏิวัติยุคสมัยเข้าสู่ "ยุคข้อมูลข่าวสาร" อย่างเต็มตัวจริงๆ ซะที ... แต่ก็มีบางประเด็นที่ผมยังรู้สึกขัดๆ อยู่บ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ "โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์" (Open Source Software) ...

จะว่าไปแล้ว ความที่มันขัดๆ ก็เพราะผมมีความรู้สึกทั้ง "เห็นด้วย" และ "ไม่เห็นด้วย" กับแนวคิดที่พวกเขานำเสนอเอาไว้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นของ The Cathedrals and The Bazaars อันเป็นชื่อหนังสือที่เปรียบเปรยการพัฒนาซอฟต์แวร์ 2 ลักษณะคือ ลักษณะที่พัฒนาโดย "การปกปิดรหัสคำสั่ง" (Close Source) กับลักษณะที่พัฒนาโดย "การเปิดเผยรหัสคำสั่ง" (Open Source) ... ซึ่งผู้เขียนทั้งสามมีความเห็นว่า การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบการก่อสร้าง "มหาวิหาร" (Cathedral) หรือแบบ "ปกปิดรหัสคำสั่ง" นั้น มีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ มากกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่กระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทางแบบ "ตลาดสด" (Bazaar) เพราะการ "เปิดเผยรหัสคำสั่ง" ให้ใครต่อใครสามารถแก้ไขดัดแปลงซอฟต์แวร์ต้นแบบยังไงก็ได้นั้น จะไม่สามารถรวมศูนย์ของพลังการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้เลย เว้นแต่จะเป็น "การอนุรักษ์" สิ่งเดิมๆ ที่เคยมีมาก่อน ให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะแก่การจำหน่ายจ่ายแจกแบบ "ตลาดสด" ต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ??!! ... คือ ... มันก็ทั้ง "ใช่" และ "ไม่ใช่" ในความรู้สึกของผมนะ ... อยู่ที่ว่า ... เราจะนิยามคำว่า "นวัตกรรม" ให้หมายถึงอะไรมากกว่า ?!!

จริงอยู่ที่ซอฟต์แวร์ซึ่งเกิดใหม่ในระยะหลังๆ มานี้ โดยเฉพาะในโลกของฝั่งโอเพนซอร์สนั้น ค่อนข้างที่จะย่ำอยู่กับที่ เพราะมัวแต่ไปทำสิ่งเดิมๆ ที่คนอื่นเคยทำกันอยู่ก่อนแล้ว บ้างก็ทำขึ้นมาเพื่อทดแทนซอฟต์แวร์ราคาแพงที่เขาไม่เปิดเผยซอร์สโค้ด บ้างก็ทำขึ้นมาเพื่อปรับปรุงโครงการโอเพนซอร์สอื่น เพราะบังเอิญว่าเขาไม่มีแนวคิดที่จะเพิ่มเติมคุณสมบัติบางอย่างเพื่อตามใจผู้ใช้ซึ่งมีจำนวนไม่มากพอ หรืออาจจะเพราะนักพัฒนากลุ่มเดิม ไม่มีคาดหวังใดๆ กับโครงการที่ตัวเองริเริ่มเอาไว้ก่อนหน้านั้น ฯลฯ ... เหล่านี้ล้วนทำให้นักพัฒนาฝั่งโอเพนซอร์ส อาจจะถูกรับรู้โดยบุคคลทั่วไปว่า เป็นพวก "อนุรักษ์นิยม" แทนที่จะถูกมองว่าเป็นพวก "หัวก้าวหน้า" ที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับโลกของซอฟต์แวร์ หรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต ... ??!!

ผมเพียงแต่มี "ความรู้สึก" ว่า บางครั้ง การที่นักพัฒนาฝั่งโอเพนซอร์สจำเป็นต้องทำอะไรต่อมิอะไรที่มันคล้ายกันกับของเดิมๆ นั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า เจ้าของเทคโนโลยีเดิมหลายราย ไม่ได้ยินดีที่จะอุทิศเทคโนโลยีของตนให้เป็นสมบัติสาธารณะ การจะทำอะไรต่อยอดจากจุดเดิมที่มันเคยเป็นอยู่จึงไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากมีกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาคอยกดหัวทุกคนเอาไว้ แล้วการที่หลายๆ คนต้องเสียเวลาไปกับสร้างสิ่งอื่นๆ ขึ้นมาทดแทน ก็เลยกลายเป็น "ความจำเป็น" ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จนดูเหมือนทุกอย่างมันหยุดอยู่กับที่โดยไม่มีการพัฒนาใดๆ เพิ่มเติมขึ้นมา ... ซึ่ง ... นั่นอาจจะเป็นเพียงขั้นตอนของ "การปรับฐาน" เพื่อให้ทรัพยากรที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาใดๆ ต่อไปในอนาคต มีความพร้อมมากกว่าที่เคยผ่านๆ มาซะก่อน ... รึเปล่า ??!! ... สำหรับการรับรู้ของผู้ใช้งานโดยทั่วๆ ไปนั้น มันอาจจะเป็นเพียงการย่ำเท้าอยู่กับที่ เพราะทุกอย่างยังคง "คล้ายคลึงกับของเดิม" แต่สำหรับนักพัฒนาฝั่งโอเพนซอร์สแล้ว ทั้งหมดนั้นคือ "สิ่งใหม่" ที่พวกเขาค่อยๆ สั่งสมเข้าไปใน "เหมืองทรัพยากร" ของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะให้ใครต่อใครสามารถหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรีในอนาคต !!??

เรื่องราวทั้งหลายในโลกของเราใบนี้ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถก่อเกิดขึ้นมาอย่าง "ปาฏิหาริย์" แต่ทุกอย่างล้วนต้องผ่าน "กาลเวลา" ใน "การหล่อหลอม" อย่างเป็น "กระบวนการ" ของมันเสมอ ... ทุกๆ "ความสำเร็จ" ที่มหาชนพากันแห่แหนชื่นชมด้วยความตื่นเต้นยินดีนั้น ล้วนมี "วันเวลาอันเจ็บปวด" ที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยให้ความสนใจ ... ทั้งนั้น !!

 

 

โจทย์ของความเท่าเทียมกัน

7/5/2015

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ได้เห็นตัวอย่างการแบ่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กันในหนังสือเล่มไหนซักเล่มของ Dr. Edward deBono เป็นครั้งแรกนั้น ผมรู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ที่ไม่เคยคำนึงถึงการแบ่งแบบอื่นๆ เลย นอกจากแบ่งตามแนวนอน, แบ่งตามแนวตั้ง, แบ่งตามแนวทะแยงมุม, แล้วก็แบ่งจากแนวกึ่งกลางของแต่ละด้าน ... ราวกับว่า มันก็แบ่งของได้แค่ 4 แบบนั่นแหละ จะต้องไปวุ่นวายคิดอะไรกับมันนักหนา ?! ... ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะเคยมีอาการอย่างที่ว่านั้นอยู่บ้าง ... เราจะต้องยุ่งยากกับโจทย์พื้นๆ แบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน ?! ... แต่ว่า ... โจทย์ก็คือโจทย์ มันคือ "แบบจำลอง" ที่ถูกออกแบบขึ้นมามา เพื่อให้เราได้ฝึกหัดทักษะอะไรบางอย่าง มันอาจจะเป็นสิ่งง่ายๆ พื้นๆ ที่ต้องการสื่อสารกับเราว่า ... โลกไม่ได้มี "วิธีคิด" ที่ตายตัวเพียงไม่กี่แบบเท่านั้น เว้นแต่เราจะ "ไม่สนใจ" หรือยอม "ดักดาน" อยู่กับรูปแบบเดิมๆ ของเราไปจนวันตาย ...

หลังจากที่ผมได้รับรู้ถึงวิธีการที่แตกต่างออกไปจาก "ความคุ้นเคย" ของตัวเองแล้ว ผมก็เลยทดลองเขียนแบบอื่นๆ ออกมาให้มากกว่า "ตัวอย่าง" ที่ได้เห็นในหนังสือ ซึ่งมันก็ยังสามารถคิดหาวิธีการอื่นๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ... และนั่นแหละที่ผมมองว่ามันน่าสนใจ ... เมื่อใดก็ตามที่เราได้หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ ที่เคย "ครอบงำความคิด" ทั้งหลายทั้งปวงของเราเอาไว้ ทัศนคติและโลกทัศน์ในการคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเราก็จะแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และเปิดประตูแห่ง "อิสรภาพทางความคิด" ให้กับเราอย่างไม่สิ้นสุด ... ราวกับว่า นี่คือ "การหลุดพ้น" ที่เป็นแก่นแกนของคำสอนทั้งหลายในศาสนาต่างๆ นั่นเอง ... "การบรรลุธรรม" ที่หลายต่อหลายคนออกปากว่า มันเป็น "อาการทางจิต" ที่ยากแก่การอธิบายให้คนอื่นๆ เข้าใจ เว้นแต่ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงของ "การบรรลุธรรม" เท่านั้น จึงจะสามารถหยั่งถึง "ความเป็นอิสระแห่งจิต" ที่ปราศจาก "การครอบงำ" ใดๆ นั้นได้ ... โจทย์บ้าๆ บอๆ เรื่อง "การแบ่งสี่เหลี่ยมจัตุรัส" ก็น่าจะเป็น "ตัวอย่าง" หรือ "แบบจำลอง" ของสิ่งที่ว่านั้น !! ...

ผมนึกถึง "แบบฝึกหัด" ข้อนี้ของ Dr. Edward deBono ขึ้นมาในช่วงเวลาที่ชาว Netizen หรือ "ชุมชนไซเบอร์" ของไทยแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน โดยต่างฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพื้นที่สำหรับ "การแสดงความเชื่อ" ของตน เพียงเพื่อหวังจะหาพวกหาพ้องที่จะร้องสนับสนุน "ความเชื่อ" เหล่านั้นของตนเท่านั้น ... ผมขอยืนยันว่า ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ "การแสดงความคิด" หรือ "การแสดงความเห็น" ในนิยามแบบของผมเลย ... เพราะมันวนเวียนอยู่กับกรอบนิยามแบบเดิมๆ ของตำรับตำราที่เขียนไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน และไม่มีวี่แววว่าจะมี "การออกแบบองค์ความรู้" อื่นใดให้เป็น "ทางเลือก" ที่มากไปกว่านั้นเลยซักนิดเดียว ... ผู้คนในสังคมกำลังพยายามนำ "บทสรุปทางความคิด" ของคนที่ตายไปนานแล้ว มากำหนดเป็นนิยามความหมายทางสังคมให้กับผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ... ราวกับว่า ... สี่เหลี่ยมจัตุรัสในนิยามของพวกเขา สามารถแบ่งออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆ กันได้เพียงไม่กี่แบบแบบเท่านั้น โดยต่างฝ่ายต่างก็พยายามยกเหตุผลบ้าบอคอแตกอะไรก็ได้ขึ้นมาอ้าง เพียงเพื่อจะขอเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนว่า แบบของใครที่ดูสวยงามกว่า หรือเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่ากัน ... เท่านั้นเอง !!??!!

"คติความเชื่อ" หลายๆ อย่างในแต่ละสังคม ดูจะเป็น "กรอบที่มองไม่เห็น" ที่ใครต่อใครพากันยึดติด และกำหนดไว้เป็น
กรงครอบที่พวกเขากักขังตัวเองเอาไว้ แล้วเที่ยวได้เอะอะโวยวายเพื่อจะเรียกร้องให้ใครต่อใครยื่นมือมาปลดปล่อย !!?? ... มันบ้ารึเปล่า ??!!
... ธรรมะที่มิอาจอยู่คู่กับอธรรม, น้ำบ่อที่ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับน้ำโคลน, หรือพิมเสนที่ไม่มีใครยอมแลกกับเกลือ, ฯลฯ นั้น ... มันสามารถแบ่งแยกกันได้อย่างชัดเจนในโลกที่ทุกสรรพสิ่งล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างนั้นเหรอ ?! ... "คนดี" ที่ "เชื่อ" และ "ศรัทธา" ใน "สิ่งที่เราไม่ชอบ" จะไม่มีเลยเชียวหรือ ?! ... "คนชั่ว" ที่ "แน่วแน่มั่นคง" ในสิ่งเดียวกับที่ "นักบุญ" ยกย่องเทิดทูน จะไม่เคยเกิดขึ้นได้เลยรึไง ?! ... หาก "ความดี" กับ "ความเลว" อยู่แยกขาดจากกันเป็นคนละโลก แล้วทั้งสองโลกนั้นเขาจะมี "นิยาม" ของ "ความดี" กับ "ความเลว" ว่ายังไง ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เคยพบเห็นสิ่งที่เป็น "ขั้วตรงข้าม" ของตัวเองมาก่อน ??!!

**ในโลกที่ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่มีความเท่าเทียมกัน เราจะจัดสรรปันส่วนให้เกิดความเท่าเทียมกันได้กี่วิธี ??!!**

 

 

บ่นเข้าไป !?

6/5/2015

กระท่อนกระแท่นกับตารางเวลาที่จะเขียน blog ของตัวเองไปซะนาน ทั้งๆ ที่เคยตั้งใจไว้เองว่า จะพยายามเขียนให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ก็ใช้เวลามั่วไปกับหลายๆ เรื่องจนไม่เคยลงตัวซักที ... 😈 ... ส่วนหนึ่งก็เริ่มมาจากสาเหตุของ "ความไม่ไว้วางใจ" ว่า ผู้ให้บริการพื้นที่ในการเขียน blog ทั้งหลายนั้น เขาจะยังคงดูแล servers ของเขาต่อไปเรื่อยๆ รึเปล่า? จะมีการเปรับปลี่ยนรูปแบบอะไรบ้างมั้ย? ยังสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ หรือว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอะไรบ้าง? ... เพราะเคยมีประสบการณ์ที่จู่ๆ multiply ประกาศปิดตัวเองลงไปเพราะขายกิจการให้คนอื่น หรือ esnips ที่จู่ๆ ก็แก้ไขนโยบายจนไฟล์ที่เคย upload ไว้แบ่งปันแบบสาธารณะ ดันไม่สามารถที่จะเข้าไป download ได้เหมือนเมื่อก่อน ... เก้าะ ... เลยทำให้รู้สึกว่า เราน่าจะทำอะไรที่เป็นของเราเองดีกว่า มี web server เอง, มีพื้นที่สำหรับเขียน blog ส่วนตัวที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับกฎกติกามารยาทใดๆ ของใครทั้งนั้น เพราะมันมี user แค่คนเดียว, ... "น่าจะ" ดีนะ !! ... แต่สุดท้ายมันก็แค่ "น่าจะ" เท่านั้นเองแหละ เพระวันเลวคืนร้าย ไอ้เจ้า server เจ้ากรรมนายเวรก็นึกจะรวนจนไม่ทำงานไปซะงั้น หรือไม่ก็ hard disk เกิดเดี้ยงไปเฉยๆ ตามวาระสังขารของมัน ... สุดท้าย ... บทบันทึกหลายๆ อย่างที่เคยกลัวว่ามันจะหายไปจากโลก มันก็หายไปจากโลกจริงๆ ด้วยแหละ โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายใดๆ ... เฮ้อ !! ... สรุปว่า ... บรรดาข้อมูลอิเล็คทรอนิคที่เก็บไว้เป็น soft copy ทั้งหลายนั้น มันมีความจิรังยั่งยืนที่เลวร้ายกว่าข้อมูลประเภท hard copy ของยุคสมัยก่อนๆ เยอะมากเลยทีเดียว ... 😭 ... ซึ่งข้อกังวลแบบนี้ paranoid ซะหน่อยก็พอจะแก้ไขให้สบายใจขึ้นได้บ้างล่ะครับ เพราะช่วงหลังๆ มานี้ ผมเขียนบันทึกใส่ electronic diary ส่วนตัวที่ชื่อว่า RedNotebook ซึ่งทั้งติดตั้งโปรแกรม และ backup สิ่งที่ตัวเองบันทึกไว้ถึง 3 copies ตลอดอยู่แล้ว ก่อนที่จะแปลงให้มันกลายเป็น html เพื่อ upload เข้าไปใน blog ของตัวเอง ... paranoid น่าดู !! ... 😏

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระท่อนกระแท่นก็คือ เรื่องราวที่อยากจะเล่ามันเยอะเกินไป หลายเรื่องก็ต้องใช้เวลากรองนานเกินไป หนังสือบางเล่มก็น่าอ่านจนเกินไป บางเรื่องก็รู้สึกไปเองว่ามันน่าจะซ้ำกับเรื่องราวก่อนๆ หน้านี้ที่เคยเล่าไปแล้ว ... สรุปว่า ... ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเขียนออกมาด้วยรูปร่างทางภาษาแบบไหน ...

แต่เหตุผลที่เป็นปัจจัยชี้ขาดจริงๆ ก็คือ "ความขี้เกียจ" ... 😄 ... เหตุผลนี้สั้นๆ ง่ายๆ ไม่ต้องขยายความครับ พอว่างจากงานที่มันยุ่งๆ วุ่นๆ ก็อยากจะนอนซะงั้นแหละ ... ซึ่งประเด็นนี้แก้ไม่ยากครับ ... แค่ "อย่าขี้เกียจ" เท่านั้นก็สิ้นเรื่อง ... 😋

งั้นก็กลับไปงงกับสาเหตุที่สอง ... จะเขียนอะไรล่ะทีนี้ ??!! ... เฮ้อ !! ... 😄

 

 

群書治要 360

The Compilation of Books and Writings on the Important Governing Principles | 30/3/2015
Title: 群書治要 360 (The Compilation of Books and Writings on the Important Governing Principles)
Authors: Wei Zheng, Yu Shinan
Format: Hard Cover, Volume 1: 456 pages & Volume 2: 514 pages
Publisher: The WorldBook Co., Ltd. ; December 2012 & October 2014
Language: Chinese - English
ISBN-13: Volume 1: 9789570604962 ; Volume 2: 9789570605105
Product Dimensions: 156 x 216 x 35 mm.

 

ว่าจะเขียนถึงหนังสือชุดนี้ตั้งแต่เพิ่งกลับจากประเทศไต้หวันเมื่อต้นๆ เดือนกุมภาพันธ์ 2015 นู่นแล้วแหละ แต่ก็หาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้ซักที เพราะดูเหมือนเรื่องราวที่อยากจะเล่ามันเยอะแยะจนเรียบเรียงไม่ค่อยจะทันกับเวลาว่างที่เหลือเป็นหย่อมๆ ตั้งแต่เมื่อร่วมปีมาแล้ว ...

จริงๆ แล้วผมเองก็แทบจะไม่เคยได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่อยากจะเดินเที่ยวเล่นตามร้านหนังสือในประเทศไต้หวันเมื่อครั้งที่มีโอกาสได้ไปแวะเวียนเพียงไม่กี่วัน แล้วก็บังเอิญเข้าไปเห็นหนังสือเล่มสวยทั้ง 2 เล่มนี้วางจำหน่ายอยู่ ซึ่งเป็นเพียงชุดเดียวที่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษประกอบอยู่ในเล่มด้วย ... ก็เลย "เสร็จมัน" !! ... 😄 ... ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ "เถนคลั่งคัมภีร์" อย่างผม ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้ในทันที (โดยไม่ถามราคาก่อนเลยด้วยซ้ำ) ก็คือ เรื่องราวความเป็นมาของหนังสือที่ใช้ชื่อว่า 群書治要 นี่แหละ !! ... 😋

มันเป็นหนังสือที่กษัตริย์ "ถังไท่จงหลี่ซื่อมิ๋น" (唐太宗李世民) มีพระบัญชาให้ราชบัณฑิตคนสำคัญ 2 คนคือ "เว่ยเจิง" (魏征) และ "ยฺวี๋ซื่อนั๋น" (虞世南) ทำการคัดสรรเอาเฉพาะ "แก่นความคิด" ของตำรับตำราโบราณ นับตั้งแต่ยุค "ปัญจบุรพกษัตริย์" (五帝) จนถึงราชวงศ์จิ้น (晋代) ซึ่งประกอบด้วย 6 คัมภีร์ (六經) 4 บันทึกประวัติศาสตร์ (四史) และ 100 ปรัชญาสำนักปราชญ์ (諸子百家) กับเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 14,000 เล่มหนังสือ กับม้วนตำราอีก 89,000 ม้วน ซึ่งมีถ้อยคำรวมกันทั้งสิ้นกว่า 5000,000 คำ ครอบคลุมเนื้อหา 65 หมวดความรู้อันเกี่ยวข้องกับ การฝึกฝนพัฒนาตน, การบริหารจัดการครอบครัว, การปกครองอาณาจักร, และการสร้างสันติสุขแก่โลก ... เพื่อประมวลเนื้อหาทั้งหมดให้กลายเป็น "บทคัดย่อ" ที่กษัตริย์ และบรรดานักปกครองทั้งหลายจำเป็นต้องศึกษาอย่างทะลุปรุโปร่ง ... เกิดเป็นตำรา 群書治要 จำนวน 10 ม้วนไม่ไผ่ หรือประมาณ 10 เล่มหนังสือที่กษัตริย์ "ถังไท่จงหลี่ซื่อมิ๋น" (唐太宗李世民) แทบจะวางอยู่ข้างกายของพระองค์ตลอดเวลา เพราะแม้ว่าพระองค์จะทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการทหาร แต่กลับทรงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสตร์ทางด้านการปกครองที่กษัตริย์ทุกพระองค์จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ก่อนที่จะมีโอกาสได้ขึ้นครองราชย์ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม การคัดลอกตำรา 群書治要 ได้หายสาบสูญไปจากแผ่นดินจีนในยุคสมัยของราชวงศ์ซ่ง (宋朝) อีกทั้งไม่หลงเหลือร่องรอยของต้นฉบับใดๆ ให้นำกลับมาคัดลอกใหม่ได้อีก แต่บังเอิญว่า มีพระนักบวชชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งในยุค "คามากูระ" (Kamakura: 1192-1330) ได้เคยคัดลอกตำรา 群書治要 ทั้งฉบับเอาไว้ และถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีใน "พิพิธภัณฑ์สถานคานาซาวะ บุนโกะ" (Japanese Kanazawa Bunko Museum) ซึ่งต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้ส่งมอบตำรา 群書治要 คืนให้แก่ประเทศจีน เพื่อเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีของ "จักรพรรดิเฉียนหลง" (乾隆帝) แห่งราชวงศ์แมนจู (滿族) ... และเป็นต้นฉบับเดียวกับที่รัฐบาลเจียงไคเชค (蒋介石) ได้ขนถ่ายออกจากประเทศจีนพร้อมๆ กับทรัพย์สมบัติอื่นๆ ในพระราชวัง มาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ประเทศไต้หวันจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ...

ส่วนหนังสือ 群書治要 360 ที่ผมดอดไปซื้อมาคราวนี้ ถูกจัดพิมพ์ไว้เป็นชุด 2 เล่ม เล่มละ 360 ข้อความหรือ excerpts ที่คัดมาจากต้นฉบับ 群書治要 อีกทอดหนึ่ง พร้อมอรรถกถาเพื่อขยายความให้แก่เนื้อความที่เขาคัดมารวบรวมไว้ โดยแยกเป็นหมวดๆ ไว้กว่า 50 หมวด เพื่อให้มนุษย์ในยุคลุกลี้ลุกลนสามารถอ่านจับใจความได้ง่ายๆ คล้ายๆ กับการตามอ่าน status ของเพื่อนๆ ตามแหล่ง social network นั่นแหละ ... ประมาณว่า ให้ค่อยๆ อ่าน และค่อยๆ คิดพิจารณากันวันละข้อความสองข้อความไปเรื่อยๆ ทั้งปี ... อะไรแบบนั้น ... 😏

อีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจของ 群書治要 ก็คือ ในจำนวน 6 คัมภีร์ (六經) ที่ถือว่า กษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศควรจะต้องอ่านนั้น เล่มแรกก็คือ "อี้จิง" (易經) ที่บรรดา "หนอนตำรา" ในชั้นหลังๆ มักจะ "ตีความกันเอาเอง" ว่า เป็น "ตำราหมอดู" ซึ่งผมไม่เคยเชื่ออย่างนั้นเลย เพราะผมค่อนข้างมั่นใจอย่างที่สุดว่า "อี้จิง" (易經) จะต้องเป็น "คัมภีร์ว่าด้วยการปกครอง" มาโดยตลอด และพยายามค่อยๆ แคะความหมายที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ของ "อี้จิง" (易經) ออกมาใหม่ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดของแนวคิดบ้าๆ บอๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้เล่าไว้ค่อนข้างละเอียดไปแล้ว "ZhuqiChing : ฉึกฺกิจิง" ... เก้าะ ... ตั้งใจว่าจะแคะให้หมดทั้ง 64 บทของ "อี้จิง" (易經) นั่นแหละถึงจะยอมเลิกรา ... 😇 ... การปรากฏชื่อของคัมภีร์ "อี้จิง" (易經) หรือ "โจวอี้" (周易) อยู่ในทำเนียบตำราที่ผู้ปกครองประเทศจะต้องศึกษา โดยได้รับการบรรจุเข้าเป็นบทแรกของ 群書治要 อีกด้วยนั้น ถือเป็นกรณีหนึ่งที่ตอกย้ำความเชื่อดั้งเดิมของผมเกี่ยวกับคัมภีร์ "อี้จิง" (易經) ที่ว่า มันจะต้องไม่ใช่ "ตำราหมอดู" อย่างแน่นอน !!

 

 

หายหัวไปไหนของมัน

19/12/2014

ดูจากวันที่ของการโพสต์ครั้งหลังสุดก่อนเมื่อวาน เพิ่งจะสังเกตว่ามันห่างกันถึง 6 เดือนเต็มๆ เลยทีเดียว !!! ... เออ ... นี่เราหายหัวไปจากเว็บของตัวเองได้นานขนาดนั้นจริงๆ เชียวเหรอวะ ?! ... 😋

บางทีก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะว่า วันๆ มันจะยุ่งอะไรนักหนากับเรื่องจุกๆ จิกๆ ของงานประจำวัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ยังคั่งค้างไว้อีกหลายเรื่องที่ยังไม่มีโอกาสได้หยิบๆ จับๆ อย่างต่อเนื่องเหมือนเมื่อก่อน เช่นการเขียน "คัมภีร์ฉึกฺกิจิง" ที่ทำท่าจะจบมิจบแหล่มาพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็มีอันต้องทิ้งร้างไปทำอย่างอื่นก่อนเป็นการชั่วคราวอยู่เรื่อย แถมยังมีหนังสืออีกกองโตที่ซื้อๆ เอาไว้ด้วยความอยากจะอ่าน แต่จนแล้วจนรอดก็อ่านไปได้แค่ไม่กี่เล่ม เพราะเวลาที่จำกัดจำเขี่ยจนอ่านได้เพียงไม่กี่หน้าต่อวันเท่านั้น ... แต่ก็ไม่เห็นมันจะหยุดซื้อซักที ?! ... ไม่รู้จะโทษคนเขียนหรือคนจัดพิมพ์เหมือนกัน ไอ้ประเภทที่ชอบทำหนังสือน่าสนใจออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เนี่ย !? ... 😄

ก็อยากจะหาเวลาว่างๆ มานั่งบ่นๆ เป็นตัวหนังสือในเว็บของตัวเองให้มันมากขึ้นอยู่หรอก โดยเฉพาะเวลาที่แว้บอะไรขึ้นมาจากอ่านหนังสือบางเล่มที่ค่อยๆ ละเลียดไปเรื่อยๆ ... ขอไปเช็คเวลาในแต่ละวันก่อนซิว่า ตกลงมันมี 24 ชั่วโมงจริงรึเปล่า ดูมันน้อยๆ เหมือนไม่ค่อยถึงยังไงชอบกล ... รึว่าพระเจ้าแกโกงเรา !!??

 

 

 

เหตุที่ต้องมี "โลโกประจำรุ่น" ของศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา รุ่น 26

18/12/2014

จะว่าไปก็เหมือนกับการทำ graphic ประกอบงานเลี้ยงทั่วๆ ไปของอดีตนักเรียนร่วมสถาบันที่เคยทำกันมาแล้วตั้งหลายครั้ง ซึ่งบังเอิญว่า "โลโกโรงเรียน" ที่ส่งเป็นไฟล์ต่อๆ กันมานั้น มันค่อนข้างจะไม่ได้คุณภาพสำหรับงานพิมพ์ใดๆ เอาซะเลย และไม่มีใครรู้ด้วยว่า ไฟล์ต้นฉบับที่เป็น vector graphic ซึ่งผมเคยทำไว้ให้กับ "ชมรมศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา" เมื่อหลายปีก่อนนั้น ปัจจุบันมีใครเป็นผู้เก็บรักษาไว้ใช้งานอีกรึเปล่า ... ผมเก้าะจัดการเขียนขึ้นใหม่ซะ เพราะไม่ได้ยากเย็นอะไร ...

แต่ตอนที่นำโลโกไปประกอบในงานอาร์ตเวิร์คอื่นๆ นั้น ผมเองกลับรู้สึกไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ เนื่องจากมันดูซ้ำซ้อนกับ "โลโกโรงเรียน" ที่ "ชมรมศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา" มักจะนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของชมรมฯ อยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็แทบจะมองว่าเป็นอันเดียวกันอยู่ดี ยิ่งไม่ต้องนับรวมกับงานเลี้ยงรุ่นของรุ่นอื่นๆ ที่ยังมีการจัดให้มีขึ้นเป็นระยะๆ และมักจะใช้โลโกแบบเดียวกันทั้งหมดจนไม่รู้ว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน หรือกิจกรรมไหนเป็นกิจกรรมที่จัดโดย "ชมรมศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของศิษย์เก่าหลายรุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อหลายปีก่อน ... ความคิดเรื่องการมี "โลโกประจำรุ่น 26" จึงแว้บขึ้นมาจากประเด็นที่ว่านี้ เพื่อจำแนกกิจกรรมของรุ่น 26 ออกจากกิจกรรมของชมรมฯ ซึ่งเป็นของส่วนรวมให้ชัดเจน จะได้ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ของรุ่น 26 ในโอกาสต่อๆ ไป ... เก้าะ ... น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำ "โลโกประจำรุ่น" ของ "ศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา" ที่มีมากมายถึง 37 รุ่นด้วยกัน !!

"โลโกประจำรุ่น 26" ถูกกำหนดให้ใช้ "โลโกโรงเรียน" เป็นองค์ประกอบหลัก โดยมีการเพิ่มเติมองค์ประกอบอื่นๆ เข้าไปให้มีลักษณะเฉพาะของ "รุ่นที่ 26" เพื่อคงความหมายของ "ศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา" เอาไว้ และเพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารกับศิษย์เก่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งเคยร่วมสถาบันเดียวกัน ... แต่ ... จะต้องไม่สร้างความสับสนกับสัญลักษณ์เดิมที่ "ชมรมศิษย์เก่าศึกษาวัฒนา" เลือกใช้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำในกิจกรรมต่างๆ ของส่วนรวมอยู่ก่อนแล้วด้วย ... ซึ่งพวกเราได้ถือโอกาสนำ "โลโกประจำรุ่น 26" ขึ้นใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2557 เนื่องในโอกาสงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ ฉลองการเข้าสู่ทศวรรษที่สี่แห่งมิตรภาพของพวกเราทุกๆ คน ...

 

 

วิชาสุดท้าย : ฉบับ (เกือบ) สมบูรณ์

19/6/2014

ชื่อหนังสือ: วิชาสุดท้าย (ฉบับสมบูรณ์)
ผู้แปล-เรียบเรียง: สฤณี อาชวานันทกุล
การเข้าเล่ม: ปกแข็ง, 384 หน้า
สำนักพิมพ์: OpenBooks ; สิงหาคม 2013
ภาษา: อังกฤษ
ISBN-13: 9786169174417
ขนาดเล่มหนังสือ: 122 x 184 x 30 มม.

แม้ว่าชื่อหนังสือ "วิชาสุดท้าย" อาจจะดูน่าสนใจอยู่บ้าง แต่คำที่น่าจะตรงความหมายสำหรับบทความต่างๆ ซึ่งถูกนำมารวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ น่าจะเรียกว่า "ปัจฉิมนิเทศ" มากกว่า เพราะมันคือสำเนาของสุนทรพจน์ที่บุคคลต่างๆ ได้มอบไว้ให้แก่นักศึกษา เนื่องในวันพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่ง อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกานิยมจัดให้มีขึ้น ... ส่วนที่ผมอยากจะล้อเลียนชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "ฉบับ (เกือบ) สมบูรณ์" นั้น มันก็เนื่องมาจาก "ฉบับสมบูรณ์" ในความหมายของผม ควรจะต้องรวมเอา "ต้นฉบับ" ของ "ปัจฉิมนิเทศ" ทั้งหมดนั้น มาจัดพิมพ์ไว้ด้วยกัน เพราะการถ่ายทอดลีลาทางภาษาของชนชาติหนึ่ง มาเป็นสำนวนของอีกภาษาหนึ่งนั้น มันค่อนข้างยากที่จะรักษา "อารมณ์ของถ้อยคำ" ตาม "ต้นฉบับ" เอาไว้ได้ ... ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ผมเองก็คิดว่า การเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้อ่าน "ต้นฉบับ" ที่เป็นภาษาอื่น (ซึ่งในที่นี้ก็คือภาษาอังกฤษ) นั้น น่าจะเป็นประโยชน์พอสมควรต่อการเรียนรู้จาก "ตัวอย่างของการใช้ภาษา" เนื่องจาก "คำสบถ" หรือ "คำสแลง" แบบอเมริกัน แทบจะไม่ถูกนำมาใช้เลย ในกาลเทศะที่ค่อนข้างจะเป็นพิธีการแบบนี้ ...

ก็อยากจะบอกล่ะครับว่า นี่เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาดีมากๆ อีกเล่มหนึ่ง ที่หลายๆ คนควรจะหาโอกาสอ่าน แล้วก็ขบคิดทบทวนกับมันซะบ้าง เพราะอย่างน้อยที่สุด บุคคลต่างๆ ที่ไปทำหน้าที่แสดง "ปัจฉิมนิเทศ" นั้น ก็ได้กลั่นกรองด้วยตัวของพวกเขาเองมาแล้วในระดับหนึ่งว่า มันคือ "ข้อคิด" ที่ "เหมาะสมที่สุดแล้ว" สำหรับการเป็น "ข้อแนะนำ" ให้แก่กลุ่มบุคคลที่กำลังจะถูกเรียกขานกันว่า "ปัญญาชน" ในโอกาสต่อๆ ไป

เก้าะ ... แหม่ ... ราคาหนังสือก็ไม่ใช่ถูกๆ นะ เกือบจะเท่ากับราคาหนังสือต่างประเทศอยู่แล้วเนี่ย !! ... ท..า..ม..ม้..า..ย.. ถึงไม่ช่วยเอาต้นฉบับภาษาอังกฤษมารวมไว้ด้วยกัน ?! ... จะต้องให้คนอ่านเขาไปหา download กันเองจาก internet อีก ท..า..ม..ม..า..ย..ก๊..า..น.. ??!! ... 😒