Inferno : สู่นรกภูมิ

3/4/2014

ชื่อหนังสือ: สู่นรกภูมิ
แปลจาก: Inferno ของ Dan Brown
ผู้แปล: อรดี สุวรรณโกมล
รูปเล่ม: ปกอ่อน, 551 หน้า
สำนักพิมพ์: แพรว, มีนาคม 2014
ภาษา: ไทย
ISBN-13: 9786163876249
ขนาดหนังสือ: 152 x 228 x 33 มม.

นานๆ ครั้งถึงจะหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านซักเล่มหนึ่ง ซึ่งเล่มล่าสุดก็คือ Inferno ของ Dan Brown ฉบับที่แปลไทยโดย อรดี สุวรรณโกมล เพราะขี้เกียจอ่านต้นฉบับที่อาจจะ 'บันเทิงสะอึก' เนื่องจากสะดุดความหมายของคำอีกหลายๆ คำที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยเท่านั้นเอง ... โดยผมมีความรู้สึกว่า Dan Brown มีส่วนผสมของ 'ความเป็นกิมย้ง' กับ 'ความเป็นโกวเล้ง' ในงานเขียนของเขาพอสมควร ... :)

ส่วนที่ผมเรียกว่า 'ความเป็นกิมย้ง' ก็คือ ความสามารถในการเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้ดูสมจริง มีการอ้างอิงผลงานวรรณกรรมในอดีต พร้อมทั้งประวัติของบุคคล ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ที่นำมาประกอบฉากได้อย่างน่าติดตาม ซึ่งถือเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดของ 'กิมย้ง' ในการสืบสานวัฒนธรรมด้านอักษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์ของชนชาติตน ผ่านงานเขียนในรูปของนิยาย ในขณะที่ Dan Brown มักจะนำรายละเอียดของผลงานด้านวรรณกรรมที่โด่งดังในอดีต ตลอดจนงานศิลปะที่โดดเด่นหลายต่อหลายชิ้น มาผูกโยงเข้ากับสถานที่สำคัญๆ ในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างเรื่องให้เหมือนมี 'การเข้ารหัส' เอาไว้ คล้ายกับที่ 'กิมย้ง' ใช้วิธีเดียวกันนี้ในการ 'ซุกซ่อนเคล็ดวิชา' ให้ตัวละครแต่ละตัวต้องแย่งชิง และพยายามเสาะหามา 'ศึกษา' และ 'ตีความ' ไปตลอดเรื่อง

สำหรับ 'ความเป็นโกวเล้ง' นั้น ก็มักจะออกแนว 'สืบสวนสอบสวน' มี 'ความลึกลับซับซ้อน' ในระดับหนึ่งเพื่อให้เรื่องราวมีจุดล่อความสนใจ มี 'การชิงไหวชิงพริบกัน' เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างตัวละคร มี 'การหลอกล่อ' ต่างๆ ของ 'องค์กรลับ' ที่มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย ซึ่งทำให้ตัวเอกของเรื่องต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง ... ซึ่ง ... ส่วนนี้ทั้งหมดของ 'โกวเล้ง' ก็ถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากงานวรรณกรรมของชาติตะวันตกด้วยในระดับหนึ่ง ... ซึ่งโดยความรู้สึกส่วนตัวของผมแล้ว ความสามารถในสร้างปมลักษณะนี้ของนักเขียนหลายๆ คนนั้น แทบจะไม่มีใครเหนือกว่าใครซักเท่าไหร่ ผมจึงมีความชื่นชอบ 'ความเป็นกิมย้ง' มากกว่า เพราะมันทำให้นิยายนั้นๆ มีคุณค่ามากกว่าแค่ 'ความเป็นนิยาย' ธรรมดาๆ

หลายๆ ตอนในหนังสือนิยายของ Dan Brown นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็น 'สารคดี' ได้เลยด้วยซ้ำ การบอกเล่ารายละเอียดของภาพเขียน หรือรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมนั้น แทบจะทำให้เราสามารถจินตนาการเห็นภาพของฉากหนึ่งๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก ประกอบกับความชาญฉลาดของ Dan Brown ที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดมีความกระชับสั้น และจบลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงของเนื้อเรื่องเท่านั้น ก็ทำให้หนังสือของเขาพร้อมที่จะนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยแทบจะไม่ต้องตัดรายละเอียดของเนื้อหาใดๆ ออกไป เหมือนอย่างที่นิยายเรื่องอื่นๆ ซึ่งมีท้องเรื่องลากยาวกันเป็นชั่วอายุคน ต้องถูกย่นย่อให้ใช้เวลาที่พอเหมาะแก่การเป็นภาพยนตร์สำหรับการออกฉายทั่วไป ... อันนี้ผมเดาว่ากะจะกินหลายเด้งจากการใช้จินตนาการเพียงครั้งเดียวของ Dan Brown เลยล่ะ !! ... 😏

ผมมีความรู้สึกว่า งานศิลปะหลายๆ แขนงของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน หรืองานวรรณกรรมในยุคต่างๆ ตลอดจนสถานที่หลายๆ แห่งของไทยนั้น น่าจะพอมี 'เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย' สำหรับเป็น 'วัตถุดิบ' ให้สามารถนำมาเล่นแบบนี้ได้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่มีนักเขียนไทยคนไหนเลยที่เลือกใช้สไตล์แบบนี้ เพื่อช่วยกันเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมของชาติให้ดู 'มีชีวิตชีวา' และ 'ความน่าสนใจ' ที่มากกว่าเดิม และอาจจะช่วยดึงความสนใจของคนอีกหลายๆ รุ่น ให้หันมาสนใจ 'ความเป็นชนชาติ' ที่ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าแค่การยืนตรงเคารพธงชาติวันละ 2 ครั้ง หรือการเอะอะโวยวายเวลาที่ใครหน้าไหนดันทะลึ่งมาดัดแปลงองค์ประกอบบางอย่างทางด้านศิลปะวัฒนธรรม ให้มีความแตกต่างไปจากที่ปรากฏอยู่ในตำรา และพิพิธภัณฑ์ ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยจะมีใครให้ความสำคัญซักเท่าไหร่ หากจะเปรียบเทียบโดยอ้างอิงกับจำนวนเงินงบประมาณ ที่ทุกรัฐบาลเจียดมาให้การสนับสนุนในแต่ละปี ... ว่างั้นมั้ย ?!!

ไม่รู้สินะ ... ผมคิดว่า การศึกษาด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์ของชนชาติหนึ่งๆ นั้น มันไม่จำเป็นต้องเอาเป็นเอาตายอย่างที่นักวิชาการหลายคนพยายามแสดงอาการฮึดๆ ฮัดๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ ก็ได้มั้ง ?! ... 😈

 

 


Categories: ZhuqiBook

Leave Comment