Talk Like TED

12/6/2015

เดิมทีก็ว่าจะ "ย้อนกลับไป" ซื้อหนังสือเล่มนี้ที่เป็นฉบับภาษาอังกฤษซะหน่อย ซึ่งที่ผมใช้คำว่า "ย้อนกลับไป" ก็เพราะว่า ผมเห็นมันวางหราอยู่ในร้านหนังสือมาพักใหญ่ๆ หลายรอบแล้วแหละ แต่ไม่ได้มีกะจิตกะใจที่อยากจะซื้อมันมาก่อนเลย ... ซึ่งสุดท้ายก็ยังคงไม่ได้ซื้อฉบับภาษาอังกฤษอยู่ดี เพราะดันไปคว้าฉบับแปลไทยมาอ่านแทน เนื่องจากถูกสตางค์กว่าเยอะ ... 😄

จะว่าไปผมก็เคยผ่านหูผ่านตาเจ้า TED Talk มาได้ระยะหนึ่งแล้วล่ะ หลายๆ เรื่องที่เขานำเสนอกันไว้ก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่บางเรื่องก็น่าจะไกลจากวิถีชีวิตปรกติของตัวเองจนไม่ว่างจะไปสนใจมันซักเท่าไหร่ แต่โดยภาพรวมของ TED Talk ก็ต้องถือว่า เป็นรูปแบบของกิจกรรมที่น่าสนใจ, น่าติดตาม, และ "น่าคิดตาม" จริงๆ ... เก้าะ ... คงจะเป็นอารมณ์ประมาณนี้แหละที่ทำให้ผม "ย้อนกลับไป" สนใจหนังสือเล่ม Talk Like TED ขึ้นมา ...

TED ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1984 โดยการริเริ่มของ Richard Saul Wurman ที่สังเกตเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงอันทรงพลังของการหลอมรวมกันอย่างลงตัวของ เทคโนโลยี (Technology), ความบันเทิง (Entertainment), และการออกแบบ (Design) ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของ TED ก็มีจุดประสงค์อยู่ที่การเผยแพร่ข้อสังเกตที่ว่านี้ ผ่านการนำเสนอตัวอย่างของ CD-ROM, E-Book, การสร้างภาพกราฟฟิค 3 มิติในแวดงวงบันเทิงของ Lucasfilm, และการนำเสนอทฤษฎีคณิตศาสตร์ของ Benoit Mandelbrot ที่สามารถจำลองสภาพพื้นผิวทางภูมิศาสตร์ด้วยคอมพิวเตอร์ได้อย่างแม่นยำ ... แต่กิจกรรมที่จัดขึ้นในในครั้งนั้นเก้าะ ... เจ๊ง !!?

6 ปีต่อมา Richard Wurman กับ Harry Marks ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน ก็ริเริ่มโครงการ TED Conference ด้วยการจัดให้เป็นกิจกรรมการประชุมประจำปี เพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่นวัตกรรมใหม่ๆ ของแวดวงเทคโนโลยี, ความบันเทิง, และการออกแบบ รวมทั้งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้, ความคิด, และความสนใจของเหล่านักคิดต่างๆ จากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์, นักปรัชญา, นักดนตรี, นักธุรกิจ, ผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณ, นักสิทธิมนุษยชน, ฯลฯ และแวดวงอื่นๆ อีกจำนวนมาก ส่งผลให้ TED กลายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของเหล่า "ผู้แสวงความอุดมปัญญา" มากขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยภาพรวมของ TED Conference ในเวลานั้น มักจะเป็นการประชุมที่มีการเชื้อเชิญบุคคลต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่า ไม่ถึงกับเป็นการประชุมที่เปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วๆ ไป ... จวบจนกระทั่งปี 2000 ที่เจ้าพ่อสื่ออย่าง Chris Anderson ได้เล็งเห็นถึงอิทธิพลทางความคิดของกิจกรรม TED ที่น่าจะมีผลในเชิงบวกต่อพัฒนาการทางสังคมในวงกว้าง เขาจึงตัดสินใจขอซื้อลิขสิทธิ์การจัดกิจกรรม TED มาจาก Richard Wurman เพื่อจะพัฒนารูปแบบของการจัดกิจกรรมให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Sapling Foundation ซึ่งมี Chris Anderson เป็นผู้บริหารจัดการ ...

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กิจกรรม TED Talk ก็ได้รับการเผยแพร่ออกไปในวงกว้างมากขึ้น และกลายเป็นเวทีสำคัญเวทีหนึ่ง ที่บรรดานักคิด และนักกิจกรรมทั้งหลาย สามารถใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้, ความคิด, และแรงบันดาลใจของพวกเขาต่อสาธารณะชนในวงกว้าง ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในยุคที่สามารถแทรกซึมเข้าไปแทบจะทุกซอกทุกมุมของสังคม ประกอบกับการเปิดให้ผู้ที่มีความสนใจทั่วไป สามารถเข้าไปร่วมแปลบทพูดต่างๆ ในไฟล์วีดีโอของ TED Talk ออกมาเป็น sub-title ไว้มากกว่า 100 ภาษา กระแสการตอบรับ TED Talk จึงยิ่งขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่มีผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์ของ TED มาแล้วกว่า 1,000,000,000 ครั้งในปี 2014 และยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตของจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สูงถึง 17 หน้าต่อวินาที ที่ยังคงเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ...

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้คนจำนวนมากมาย อยากจะเข้าไปเป็นบุคคลหนึ่งในวีดีโอที่เผยแพร่โดย TED เพราะมันหมายถึงโอกาสที่แต่ละคน จะได้เผยแพร่ความคิด และความเป็นตัวตนของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนนับพันพันล้านคนทั่วโลก อันเป็นที่มาของหนังสือแนะนำ "เทคนิควิธีการพูดในที่สาธารณะให้น่าสนใจ" แบบ TED Talk ที่ต่างก็ทะยอยกันจัดพิมพ์ออกมาสนองความต้องการของผู้ที่สนใจแล้วหลายเล่มด้วยกัน ... ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหนังสือ Talk Like TED เล่มนี้ด้วยนั่นเอง ... 😏

 

 


Categories: ZhuqiBook

Leave Comment