เรื่องไร้สาระ ?!

14/10/2015

บังเอิญว่ามีโอกาสไปเยือนประเทศไต้หวันเป็นครั้งที่สองในรอบปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจุดประสงค์หลักจะไม่ใช่การไปเที่ยว แต่ไฮไลท์ยามว่างของทั้งสองครั้งก็คือ การได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน (Taiwan National Palace Museum) หรือที่รู้จักกันในนามว่า "กู้กง" (故宫) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับ "พระราชวังต้องห้าม" (The Forbidden City) ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจาก "พิพิธภัณฑ์กู้กง" คือสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณล้ำค่า ที่อดีตกองทัพ "ก๊กมินตั๋ง" ขนย้ายออกมาจาก "พระราชวังต้องห้าม" ในช่วงสงครามกลางเมือง ซึ่งถือเป็นการขนย้ายสมบัติล้ำค่าครั้งมโหฬารที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะ "พิพิธภัณฑ์กู้กง" แห่งนี้ สามารถจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ ด้วยการสับเปลี่ยนหมนุเวียนกันทุกๆ 3-4 เดือนมาตลอดระยะเวลาเกือบร้อยปีโดยไม่ซ้ำชิ้นกันเลย !!! ... การมาเยือน "พิพิธภัณฑ์กู้กง" ทั้งสองครั้งในรอบปีเดียวกัน จึงมีโอกาสที่จะได้ดื่มด่ำกับความอลังการของโบราณวัตถุที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ...

จะว่าไปแล้ว ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเยือนทั้งสองครั้งของผมไม่เหมือนกันเลยก็คือ "เวลา" โดยครั้งแรกเป็นการเยือนแบบเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งแทบจะต้องเดินวนไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่หัวหน้าคณะเป็นผู้กำหนด และมีเวลาพินิจพิจารณาวัตถุโบราณแต่ละชิ้นอย่างค่อนข้างจำกัดมากๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมกลุ่มอื่นๆ (ซึ่งเยอะมากในแต่ละวัน) ได้มีโอกาสเข้าชมวัตถุโบราณแต่ละชิ้นอย่างทั่วถึง ในขณะที่การเยือนครั้งที่สองนี้แทบจะเป็นการเยือนแบบส่วนตัวจริงๆ จึงสามารถอ้อยอิ่งอยู่กับวัตถุโบราณแต่ละชิ้นได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งคณะเล็กๆ ของพวกเราก็ไม่มีโปรแกรมอื่นใดมาเร่งเร้าให้ต้องรีบออกจากพิพิธภัณฑ์ เราจึงสามารถเอ้อระเหยอยู่กับโบราณวัตถุเหล่านั้นได้อย่างหนำใจพอสมควร ... หนำใจจนเกิดความคิดพิลึกพิลั่นขึ้นมาว่า ... อารยธรรมทางวัตถุเหล่านี้มันช่างไร้สาระจริงๆ ... รึเปล่า ??!! ... 😃

ในแง่หนึ่ง เราอาจจะมองว่า ผลงานหัตถกรรมอันวิจิตรบรรจงเหล่านั้น มันช่างละเอียดประณีต และงดงามอย่างยากจะหาวัตถุอื่นใดในยุคสมัยปัจจุบันไปเทียบได้เลย แต่เมื่อย้อนพิจารณาอีกแง่หนึ่งที่ว่า งานหัตถกรรมอันวิจิตรพิสดารเหล่านั้น ล้วนถูกประดิษฐ์ประดอยขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์เมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน ซึ่งปราศจากเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยเยี่ยงในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ ผมก็แทบนึกไม่ออกเลยว่า ผู้คนในสมัยนั้นช่างมีเวลาของชีวิตที่มากมายเหลือเฟือขนาดไหนกันแน่ พวกเขาจึงสามารถเอาเวลามาตกแต่งประดับประดาภาชนะต่างๆ ซะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ "สารัตถะของชีวิต" เลยซักนิดเดียว ?!?! ... "ทำไปทำไมวะ ??!!" ??!!??!! ... ยิ่งเมื่อเห็นงานประดิษฐ์องค์พระพุทธรูปทั้งองค์เล็กองค์ใหญ่ที่เรียงรายในตู้แสดงของพิพิธภัณฑ์ด้วยแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกสงสัยขึ้นมาว่า ... "ไหนบอกพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายไง ?!" ... "นี่มันอะไรของมันวะเนี่ย ?!" ... ถ้าในแง่หนึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "อารยธรรม" ... เราจะเรียกมันว่า "สิ่งไร้สาระ" เมื่อพิจารณาในแง่ของ "สารัตถะของชีวิต" ได้ด้วยมั้ย ?!! ... หรือ "อารยธรรม" ทั้งหลายแหล่ในโลกนี้ ล้วนมิใช่เต็มไปด้วยการประดิษฐ์ประดอยสิ่งที่ "เกินความจำเป็น" เข้าไปในเนื้อหาที่ใช้ได้ดีอยู่แล้วตามปรกติ ??!! ... งั้น "อารยธรรม" ก็คือ "สิ่งมิใช่สาระ" งั้นสิ ??!!

เมื่อย้อนกลับมานึกถึง "การต่อสู้กันทางความคิด" ของบรรดา "สาวกพุทธแท้" กับเหล่า "เดียรถีย์พุทธแต่เปลือก" ที่ถ่มถุยกันไปมาจนว่อนอินเทอร์เน็ตมาได้ระยะหนึ่งของสังคมไทย ผมก็ยังนึกสงสัยอยู่ว่า เก้าะถ้าหากบรรดา "สาวกพุทธแท้" ตั้งแต่ยุคหลังพุทธกาลเป็นต้นมา ไม่เกิดกระบวนการแตกหน่อแตกกอแตกแถวออกมาสร้างถาวรวัตถุให้ใหญ่โตโอฬารจนกลายเป็น "อารยธรรมชาวพุทธ" โดยบรรดา "สาวกพุทธแท้" ทั้งหลาย เอาแต่ท่องบ่นคัมภีร์ แล้วก็พิจารณาตีความกันไปวันๆ ว่า ... ไอ้นั่นทุกข์หนอ ... ไอ้นี่อนิจจาหนอ ... ไอ้โน่นอนัตตาหนอ ... ฯลฯ ... พวกเราจะมีโอกาสได้เห็น "ความเจริญรุ่งเรือง" ของศาสนาพุทธในอีกกว่าสองพันปีมานี้มั้ย ??! ... เรายังจะเหลือร่องรอยอะไรทางประวัติศาสตร์ให้สืบค้นย้อนกลับไปถึงคำสอนอันเป็น "แก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนา" ได้อีกรึเปล่า ??!! ... ศาสนาพุทธน่าจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตั้งนานมาแล้ว โดยที่ไม่ต้องมีใครต่อใครมานั่งถ่มถุยกันว่า ของใคร "แท้กว่า" ของใครอยู่อย่างนี้ ... รึปเล่า ??!!

ณ วันนั้นที่บรรพบุรุษของชนชาติต่างๆ เขาประดิษฐ์ประดอยงานศิลปะหัตถกรรมขึ้นมาบำรุงบำเรอ "อารมณ์อันสุนทรียะ" ของพวกเขา พวกเขาคิดถึงคำว่า "อารยธรรม" มากแค่ไหน ?! ... พวกเขาคิดไว้ก่อนรึเปล่าว่า วันหนึ่งข้างหน้าในอีกหลายร้อยหลายพันปี อนุชนรุ่นหลังของพวกเขา จะพินิจพิจารณาผลงานของพวกเขาอย่างชื่นชมด้วยความดื่มด่ำในสุนทรียะเฉกเช่นเดียวกับพวกเขาในวันที่เริ่มลงมือประดิษฐ์ประดอยผลงานเหล่านั้นขึ้นมา ??!! ... หรือเจ้าพวกเด็ก "ไร้อารมณ์สุนทรียะ" ในศตวรรษต่อๆ มา จะมองว่าพวกเขานั้นบ้าบอไร้สาระ ไม่รู้จักใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เพื่อจะเข้าถึง "สารัตถะแห่งชีวิต" อย่างที่ควรจะเป็น ??!!

จงอย่า "ตัดสิน" ว่าอะไร "ดีกว่า" อะไร ... เพราะเมื่อใดก็ตามที่ "เรา" ตัดสิน ไม่ว่าจะด้วย "มาตรฐานทางความคิด" แบบใด ... "ตัวเรา" นั่นแหละที่เข้าไปสอดแทรกอยู่ใน "กระบวนการตัดสิน" นั้นๆ เสมอ !! ... ใหญ่มาจากไหนไม่ทราบ ... วะ ?!?!?! ... 😄

 

 


Categories: ZhuqiDox

Leave Comment